วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“กลุ่มแบงก์” คาดกำไรไตรมาส 2 ชะลอ รายได้ดอกเบี้ยลด-หนี้เสียเพิ่ม แต่ได้ค่าธรรมเนียมหนุน

"CGSI" คาดการณ์กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวที่ 5.6 หมื่นล้าน จากรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงหลังธปท. หั่นดอกเบี้ย อีกทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากหนี้เสีย สวนทางรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมธุรกิจนายหน้า

นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ CGSI เปิดเผยว่า คาดการณ์ "กำไรสุทธิ" ในไตรมาส 2 ปี 2569 ของธนาคารทั้ง 8 แห่งที่ CGSI ได้ทำการศึกษาที่ราว 56,300 ล้านบาท ลดลง 1.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 3.5% จากไตรมาสก่อน

กำไรก่อนตั้งสำรองคาดว่าจะอยู่ที่ราว 113,700 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 2.9% จากไตรมาสก่อน

ฝั่งยอดสินเชื่อรวมยังคง "เติบโต" โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน สำหรับการขยายตัวของสินเชื่อนับตั้งแต่สิ้นปี 2568 พบว่า CREDIT และ KKP เป็นธนาคารที่มีสินเชื่อเติบโตสูงที่สุดที่ 5.3% และ 3.9% ตามลำดับ 

NIMหด-รายได้หาย หลังธปท. หั่นดอกเบี้ย 

ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในไตรมาส 2 ปี 2569 คาดว่าจะลดลง 0.47% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส 1 ปี 69 ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิของกลุ่มธนาคารลดลง 11.4%

อย่างไรก็ตาม ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้จะลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้แรงสนับสนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ธุรกิจกองทุนรวม และกำไรจากการลงทุน

ค่าใช้จ่าย-หนี้เสียเพิ่ม 

ขณะเดียวกันคาดว่าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 42.2% ในไตรมาส 2 ปี 2569 ส่วนอัตราการตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit Cost) อาจลดลงมาอยู่ที่ 1.31%

คุณภาพสินทรัพย์โดยรวมมีแนวโน้มเปราะบางมากขึ้น จากอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) เพิ่มขึ้นที่ 3.76% ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ลดลงเหลือ 203.0%

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI มองว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีมูลค่าค่อนข้างแพง โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ P/BV ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 0.81 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 0.67 เท่า

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธนาคารยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ในระดับสูงที่ 6.3% ถึง 6.5% ต่อปี ในช่วงปี 2569 ถึงปี 2571 ดังนั้นยังคงคำแนะนำน้ำหนักการลงทุนเป็น "ถือ" 

เลือก SCB และ KBANK เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากทั้งสองธนาคารมีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งสูง คิดเป็น 18-19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปี 2568 ทำให้มีศักยภาพในการทำกำไรที่เหนือกว่าในระยะยาว 5 ปี รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7.4-7.6% ในปี 2569 

ทั้งนี้ กลุ่มธนาคารมี "ความเสี่ยงขาลง" จากอัตราส่วน NPL หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ปัจจัยบวกจะมาจากการลดต้นทุนผ่านการลดจำนวนพนักงาน รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งที่แข็งแกร่ง และการส่งออกที่เติบโตจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์