ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 9 ก.ค. 2569 ปรับตัวขึ้น 16.30 จุด หรือ 1.03% อยู่ที่ 1,592.55 จุด มูลค่าการซื้อขาย 9,571.75 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ประเมินหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสรีบาวด์ได้บ้างในระยะสั้น หลังจากปรับตัวลงแรงจากหลายปัจจัยลบในช่วงที่ผ่านมา จากการกลับมาปะทะกันในตะวันออกกลางซึ่งเพิ่มความกังวลต่อเสถียรภาพด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed Minutes ที่สะท้อนจุดยืนค่อนข้างเข้มงวด โดยกรรมการบางส่วนยังสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความผันผวนของหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ ตลอดจนประเด็นทางการเมืองของสหรัฐที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่เชื่อว่าตลาดได้รับรู้ข่าวร้ายไปพอสมควรแล้ว
อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีปัจจัยบวกที่รออยู่ โดยเฉพาะการประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือ CPI ของสหรัฐในสัปดาห์หน้า ซึ่งตลาดคาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 3.9% จาก 4.2% ในเดือนก่อน หากออกมาตามคาด จะช่วยลดแรงกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยของเฟด และหนุนสินทรัพย์เสี่ยงให้ฟื้นตัวได้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงตลาดฟื้นตัว แนะนำเน้น 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่
1.หุ้นอิงเศรษฐกิจจีนที่เริ่มเห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติทยอยย้ายจากตลาดที่ปรับขึ้นแรงอย่างเกาหลีใต้ ไปยังตลาดที่มีมูลค่าถูกกว่า เช่น จีนและอินโดนีเซีย อีกทั้งมาตรการของรัฐบาลจีนที่ยกเลิกการซื้อขาย "ทองกระดาษ" ทำให้เม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น โดยหุ้นไทยที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์คือ SCGP
2.หุ้นกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นราว 15% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยยังปรับขึ้นช้ากว่าราคาน้ำมัน ทำให้ยังมีโอกาสฟื้นตัวตามหุ้นเด่น ได้แก่ PTTEP, TOP, SPRC และ PTT
3.หุ้นกลุ่มสินค้าเกษตร จากราคาสินค้าเกษตรเริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ประกอบกับความกังวลเรื่องภัยแล้งที่อาจกระทบผลผลิต ส่งผลบวกต่อผู้ประกอบการในกลุ่ม
"ในระยะสั้นตลาดยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก แต่ทว่าหากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐออกมาตามที่ตลาดคาดไว้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ดัชนีหุ้นไทยทยอยฟื้นตัวได้ต่อจากระดับปัจจุบัน"


