เตือนภัยเกาหลีใต้! หุ้นชิปยักษ์ใหญ่ ซัมซุงและเอสเคไฮนิกซ์ พ่วงกองทุน ETF เลเวอเรจ ครองตลาด 70% มูลค่าเทรด 4.3 ล้านล้านดอลลาร์
บลูมเบิร์กรายงานว่า นักลงทุนรายย่อยใน “เกาหลีใต้” ที่แห่กันเข้าไปเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุงและเอสเคไฮนิกซ์ ลามไปถึงกองทุน ETF ประเภทเลเวอเรจ (Leveraged ETF) จนกินสัดส่วนถึง 70% ซึ่งสร้างความกังวลต่อเรื่องสัดส่วนและความผันผวนของตลาดหุ้นโดยรวม
รายงานระบุว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีสัดส่วนการซื้อขายรวมกันสูงกว่า 70% ของมูลค่าตลาดรวมเกาหลีใต้ มูลค่าตลาดราว 4.3 ล้านล้านดอลลาร์
ข้อมูลจาก CLSA Securities Korea ระบุว่า อัตราส่วนการซื้อขายหุ้นชิปบวกกับ ETF ดังกล่าว เคยพุ่งสูงถึง 84% ในช่วงปลายเดือนมิ.ย.และอยู่ที่ 73% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สะท้อนถึงภาวะ “การกระจุกตัว” ในตลาดที่รุนแรงมาก
ตลาดผันผวนรุนแรง เสี่ยง ‘ตลาดหมี’
แม้ช่วงแรกการเดิมพันนี้จะทำให้หุ้นผู้ผลิตชิปทั้งสองแห่งมีมูลค่าพุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วงที่ราคาสูงสุดของปี แต่ปัจจุบันความไม่แน่นอนและข้อสงสัยเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการลงทุนด้าน AI เริ่มหนาหูขึ้น ส่งผลให้เกิดเอฟเฟกต์สะท้อนกลับ (Feedback Loop) ที่เป็นอันตราย
เอียน แชมสัน ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Fidelity International อธิบายว่า กลไกของกองทุน Leveraged ETF บังคับให้ต้อง "ซื้อเพิ่มเมื่อราคาพุ่ง" และ "ขายซ้ำเมื่อราคาดิ่ง" เพื่อรักษาสัดส่วนเลเวอเรจให้คงที่ สิ่งนี้ยิ่งไปซ้ำเติมให้ตลาดแกว่งตัวรุนแรงกว่าความเป็นจริง
ล่าสุด ดัชนี Kospi ปิดลดลง 5.4% ในวันพุธ ทำให้ภาพรวมดิ่งลงไปแล้วถึง 20% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน ซึ่งในทางเทคนิคถือว่าเข้าสู่ "ภาวะตลาดหมี" Bear Market เรียบร้อยแล้ว
ความตื่นตระหนกทำให้ตลาดต้องประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราว หรือ Circuit Breaker เป็นครั้งที่ 6 ของปีนี้ หลังจากหุ้นร่วงลงมากกว่า 8% ในระหว่างวัน
วิจารณ์หน่วยงานเกาหลีใต้
ความผันผวนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อหน่วยงานกำกับดูแลของเกาหลีใต้ที่อนุญาตให้เปิดขายกองทุนที่มีความเสี่ยงสูงเช่นนี้
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านรายหนึ่งได้ออกมาเรียกร้องให้ถอดถอนกองทุนเหล่านี้ออกจากตลาด
แม้ว่าเป้าหมายแรกเริ่มของหน่วยงานรัฐในการอนุมัติ ETF เหล่านี้ คือเพื่อดึงดูดเม็ดเงินของนักลงทุนรายย่อยไม่ให้ไหลออกไปลงทุนในหุ้นสหรัฐ และเพื่อสกัดการอ่อนค่าของเงินวอน
แต่ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินสูงสุดของประเทศก็ได้ออกมาแสดงความเสียใจต่อผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากหุ้น Samsung และ SK Hynix มีน้ำหนักในดัชนี Kospi รวมกันสูงถึง 54%
จงมิน ซิม นักวิเคราะห์จาก CLSA Securities Korea มองว่า การกระจุกตัวนี้จะทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงในระยะสั้นและกระทบต่ออารมณ์ของตลาด
อย่างไรก็ตาม การปรับฐานครั้งใหญ่รอบนี้ยังอยู่ในบริบทของ "ตลาดกระทิง" ไม่ใช่สัญญาณของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ


