วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หุ้น SpaceX ปิดตลาดต่ำกว่าราคาเปิดตัว หลังเข้าคำนวณใน Nasdaq-100

หุ้น SpaceX ปิดตลาดต่ำกว่าราคาเปิดตัวที่ 148 ดอลลาร์ ดิ่งลงต่อเนื่อง 2 วันหลังเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 ขณะที่ดัชนีแนสแด็กร่วงลงจากนักลงทุนโยกเงินออกจากกลุ่มเอไอ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า หุ้นของ SpaceX ปิดตลาดที่ราคา 148 ดอลลาร์ในวันพุธ (8 ก.ค.69)  ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายวันแรกที่ 150 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็นวันที่สองติดต่อกัน

 

บริษัทผู้รับเหมาด้านอวกาศและกลาโหมของ อีลอน มัสก์ เพิ่งถูกนำเข้าไปคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ไม่ถึงเดือนนับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน การเข้าสู่ดัชนีอย่างรวดเร็วนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเกณฑ์ใหม่ของทางตลาดหลักทรัพย์ที่ปรับเปลี่ยนเพื่อให้บริษัทจดทะเบียนใหม่สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีอ้างอิงหลักนี้ได้เร็วขึ้น

 

การรวม SpaceX เข้าไปในดัชนี ยังส่งผลให้กองทุนดัชนี (Index Funds) และกองทุน ETF ที่อิงกับดัชนี Nasdaq-100 ต้องเข้าซื้อหุ้นของบริษัท เพื่อปรับสัดส่วนพอร์ตให้ตรงตามรายชื่อหุ้นชุดใหม่

การเสนอขายหุ้น IPO ประวัติศาสตร์ของ SpaceX สามารถระดมทุนได้รวมทั้งสิ้น 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังจากผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ได้ใช้สิทธิ์จัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe option) ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถออกหุ้นเพิ่มในการทำ IPO ได้เมื่อมีความต้องการจากผู้ลงทุนสูงกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายในตอนแรก โดยในขั้นต้น SpaceX ได้เสนอขายหุ้นจำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาคงที่ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

ราคาหุ้นได้พุ่งทะยานขึ้นในกลุ่มวันแรก ๆ หลังการเปิดตัว โดยทำสถิติราคาปิดสูงสุดที่ 201.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน

  • ความเห็นนักวิเคราะห์แตก

หลังจากได้เข้าคำนวณใน Nasdaq-100 นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างพากันให้คำแนะนำในเชิงบวก (Bullish) ดังนี้

 

Morgan Stanley เริ่มต้นวิเคราะห์โดยให้เรตติ้งหุ้น SpaceX ที่ "Overweight" (เพิ่มน้ำหนักการลงทุน) พร้อมตั้งเป้าหมายราคาที่ 300 ดอลลาร์

Bernstein ให้เรตติ้งที่ "Outperform" (ผลประกอบการดีกว่าตลาด) พร้อมเป้าหมายราคาที่ 239 ดอลลาร์

RBC ให้เรตติ้งที่ "Outperform" พร้อมเป้าหมายราคาที่ 225 ดอลลาร์

UBS ให้เรตติ้งที่ "Buy" (ซื้อ) พร้อมเป้าหมายราคาในระยะ 12 เดือนที่ 210 ดอลลาร์ต่อหุ้น

 

 

ฝ่ายที่มองบวกชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของบริษัทในด้านเทคโนโลยีจรวดนำกลับมาใช้ใหม่และบริการขนส่งอวกาศ รวมถึงบริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ที่ครอบคลุม และศักยภาพในการเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ของทั้งสองธุรกิจนี้

 

ในแง่ของการเติบโต นักวิเคราะห์คาดเดาถึงศักยภาพของ SpaceX ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตั้งแต่เครื่องมือเขียนโค้ดอัตโนมัติ (Agentic coding tools) ที่จะมาเป็นคู่แข่งกับ Claude ของ Anthropic หรือ Codex ของ OpenAI ไปจนถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลในวงโคจรอวกาศ (Orbital data centers)

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์ส่วนน้อยที่มองต่าง โดย MoffettNathanson เริ่มต้นวิเคราะห์หุ้น SpaceX ด้วยเรตติ้ง "Neutral" (เป็นกลาง) ขณะที่ CFRA แนะนำให้ "ขาย" หุ้นออกไป

 

  •  Nasdaq ร่วง 1% เหตุหุ้นชิปดิ่ง-ราคาน้ำมันพุ่ง ด้าน Dow Jones หลุดระดับ 53,000 จุด

 

ในขณะเดียวกัน ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลงในวันพุธหรือเมื่อคืนที่ผ่านมาจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อย้ายเงินไปลงทุนในกลุ่มอื่น ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

 

ดัชนีหุ้นเด่น 30 ตัว Dow Jones ลดลง 130.76 จุด หรือ 0.25% หลังจากที่ในช่วงแรกของการซื้อขายได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในระหว่างวัน โดยท้ายที่สุดดาวโจนส์ปิดตลาดที่ 52,925.15 จุด ส่วนแนสแด็กคอมโพสิต Nasdaq Composite ร่วงลง 1.16% ปิดที่ 25,818.69 จุด และ S&P 500 ขยับลดลง 0.45% ปิดที่ 7,503.85 จุด

 

หุ้นของ Micron ปิดลบ 4.7% โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง KLA, Marvell Technology, Broadcom และ AMD ต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน ส่งผลให้กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ร่วงลงมากกว่า 3%

 

"ความคาดหวังนั้นสูงมาก แต่ปัจจัยพื้นฐานกำลังดิ้นรนเพื่อให้สอดรับกับความต้องการที่สูงเสียดฟ้าเหล่านั้น และนั่นคือสิ่งที่เป็นชนวนให้เกิดการร่วงลงในวันนี้" ไมก์ เบลีย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก FBB Capital Partners กล่าว "ผมคาดว่าการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Rotation) ที่เราเห็นอยู่นี้จะดำเนินต่อไป"

 

นักลงทุนได้ย้ายเงินเข้าไปยังหุ้นสำคัญในกลุ่มอื่น ๆ ของตลาด เช่น กลุ่มเฮลท์แคร์ กลุ่มการเงิน และกลุ่มบิ๊กเทค (Big Tech) ส่งผลให้หุ้นของ Eli Lilly พุ่งขึ้นเกือบ 3% ขณะที่ JPMorgan Chase และ Microsoft ต่างก็ปิดบวก เช่นเดียวกับหุ้นของ Walmart ที่ขยับสูงขึ้นหลังจากบริษัทประกาศปรับลดราคาสินค้า เช่น เนื้อบด และโคคา-โคล่า

 

นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น หลังจากเกิดเหตุอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ใกล้กับช่องแคบฮอร์มุซ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ปิดพุ่งขึ้น 3% อยู่ที่ 74.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสWest Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐบวกเกือบ 3% ปิดที่ 70.44 ดอลลาร์ ซึ่งราคาได้ทะยานขึ้นต่อเนื่องหลังปิดตลาดเนื่องจากสหรัฐได้ยกเลิกมาตรการข้อยกเว้นที่เคยอนุญาตให้ซื้อขายน้ำมันของอิหร่านได้

 

แรงกดดันจากฝั่งเทรดหุ้น AI เริ่มต้นมาจากตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ดิ่งลงเกือบ 5% หลังจากหุ้นของบริษัทผู้ผลิตชิปความจำยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics ร่วงลงเกือบ 7% แม้บริษัทจะรายงานกำไรไตรมาสสองที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและอุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ได้บดบังตัวเลขผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนี้ ขณะที่ดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปิดลบประมาณ 0.7%

 

"ปฏิกิริยาที่มีต่อ Samsung สะท้อนถึงหนึ่งในความเสี่ยงครั้งใหญ่ที่สุดที่ตลาดต้องเผชิญในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า นั่นคือ ผลประกอบการไตรมาส 2 น่าจะออกมาแข็งแกร่งมากเมื่อดูจากตัวเลขดิบ... แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกับช่วงไตรมาส 1 คือ ตอนนี้ความคาดหวัง (Expectations) อยู่ในระดับที่สูงมาก (และดัชนี S&P 500 ก็อยู่สูงกว่าช่วงก่อนประกาศงบไตรมาส 1 ถึงประมาณ 1,000 จุด) ซึ่งหมายความว่าเกณฑ์ความพึงพอใจของตลาดนั้นตั้งไว้สูงมาก" อดัม คริซาฟูลลี  จาก Vital Knowledge ระบุในบันทึก

 

อีกหนึ่งปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นคือ รายงานข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ที่อ้างอิงแหล่งข่าวว่า DeepSeek กำลังพัฒนาชิป AI ของตัวเอง ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยลดการพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์จากบริษัทต่าง ๆ เช่น Nvidia และ Samsung ลงได้