วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ทรัมป์’ ป่วนฉุด ‘ดัชนีหุ้นไทย’ ดิ่ง 27 จุด ผวาประกาศยุติหยุดยิง

ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (8 ก.ค.2569) ดิ่งแรง 30 จุด ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,576.25 จุด ร่วง 27.88 จุด หรือลดลง 1.74% มูลค่าการซื้อขาย (วอลุ่ม) 97,962.50 ล้านบาท รับแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ “ลดความเสี่ยง” หลังจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาอีกครั้ง และประธานาธิบดีสหรัฐ “โดนัลด์ ทรัมป์” ออกมาระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านจบลงแล้ว และมองว่าการพยายามเจรจาสันติภาพกับฝ่ายอิหร่านเป็นเรื่อง เสียเวลา ส่งผลกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นไทยวานนี้ปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ปัจจัยหลักมาจากถ้อยแถลงของ “ทรัมป์” ซึ่งประกาศว่า MOU กับอิหร่านและการเดินหน้าสู่สันติภาพสิ้นสุดลงแล้ว

ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สอดคล้องบอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า 

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความคืบหน้าของสถานการณ์ว่าสหรัฐจะส่งสัญญาณอย่างไร หรือจะมีการหารือต่อไปหรือไม่

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มหุ้นไทยและเม็ดเงินต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในระยะข้างหน้า แม้จะมีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามและราคาน้ำมันที่ขยับตัวสูงขึ้น

แต่ปัจจัยในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และโครงการ BOI Fast Pass ที่หากเห็นผลเร็วขึ้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังคงให้ความสนใจในตลาดทุนไทยอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ทางด้านนโยบายภาครัฐ ตลท. พร้อมให้การสนับสนุนกระทรวงการคลังหากมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อระดมทุนสำหรับโครงการภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่คลังต้องพิจารณาโครงสร้างสินทรัพย์ที่เหมาะสมและสำรวจความต้องการของภาคเอกชน

นอกจากนี้ กรณีงบประมาณ 400,000 ล้านบาท หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในทางลบ อาจส่งผลต่อแหล่งเงินทุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

‘ทรัมป์’ ป่วนฉุด ‘ดัชนีหุ้นไทย’ ดิ่ง 27 จุด ผวาประกาศยุติหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยท้าทายในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่

1.มาตรการภาษี (Tariff) ที่จะมีการเปลี่ยนผ่านของมาตรการภายใต้ Section 301 ในช่วงปลายเดือนนี้

2. นโยบายการเงินของสหรัฐฯ การประชุมเฟด (Fed) และการศึกษาวิธีการคำนวณเงินเฟ้อใหม่ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับการคาดการณ์ดอกเบี้ย

3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ 

4. ผลประกอบการที่จะทยอยประกาศงบการเงินของบริษัทจดทะเบียน 

5. ข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางจะยังมีความเปราะบาง 

ขณะที่ ช่วงครึ่งปีแรก 2569 มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 27,000 ล้านบาท และหากนับรวมสัปดาห์แรกของเดือนก.ค.นี้ มียอดซื้อสุทธิสะสมพุ่งสูงถึง 40,000 ล้านบาท

โดยในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมานี้ นับเป็นเดือนที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดของครึ่งปีแรก เฉลี่ยอยู่ที่ 74,000 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยการซื้อขายรวมในครึ่งปีแรก2569 อยู่ที่ 66,000 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 58% ซึ่งนักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่น มีการซื้อสุทธิในเดือนมิ.ย.อีก 7,000 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนพ.ค.

ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ต่างชาติโดยเฉพาะสถาบันเริ่มปรับพอร์ตจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับราคตึงตัว เพื่อกระจายความเสี่ยงมายังตลาดหุ้นไทยถือเป็น Safe Haven ที่ยังคงมีอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่น่าดึงดูดใจ

รวมถึงกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) พบมีสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้น โดยนักวิเคราะห์ได้เริ่มปรับประมาณการกำไรในอนาคตเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ Forward EPS ของทั้งตลาดขยับขึ้นไปเกิน 100 บาทต่อหุ้นเรียบร้อยแล้ว แม้ข้อตกลงสันติภาพในตะวันออกกลางจะยังมีความเปราะบาง แต่ส่งผลบวกโดยตรงให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ช่วยลดความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อ 

 

‘ทรัมป์’ ป่วนฉุด ‘ดัชนีหุ้นไทย’ ดิ่ง 27 จุด ผวาประกาศยุติหยุดยิง