วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘บอนด์ยีลด์’ ร่วง คลายกังวลเงินเฟ้อ หนุน ‘ยีลด์เพลย์’ กลุ่มไฟแนนซ์-โรงไฟฟ้าเด่น

“นักวิเคราะห์” ประเมินอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วที่ 1.9% หลังตลาดคลายกังวลด้านเงินเฟ้อ เป็นบวกต่อต้นทุนการเงินโดยเฉพาะในกลุ่มไฟแนนซ์ พร้อมหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นปันผลสูงและกระแสเงินสดมั่นคงหรือ “ยีลด์เพลย์” เช่น กลุ่มสื่อสารและโรงไฟฟ้า

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยหรือ “บอนด์ยีลด์” อายุ 10 ปีปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจาก 2.4% ในช่วงก่อนหน้ามาที่ 1.9% เป็นผลมาจากการที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงปรับลดความกังวล หลังรายงานเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิ.ย. ส่งสัญญาณชะลอตัวอยู่ที่ 2.42% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

“สงครามในตะวันออกกลางเมื่อนำมาเทียบกับเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครนในช่วงก่อนหน้า แม้จะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นเหมือนกันแต่เงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้นแรง สะท้อนผ่านตัวเลขเฟ้อพื้นฐานที่ยังทรงตัว บ่งชี้ว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังไม่ได้ส่งผ่านไปยังสินค้าอื่น ๆ”

ทั้งนี้ มองว่าการเร่งตัวของเงินเฟ้อซึ่งเป็นผลมาจากราคาต้นทุนพลังงานได้ "ผ่านจุดสูงสุด" ไปแล้ว แนวโน้มบอนด์ยีลด์อาจปรับตัวลงต่อสู่ระดับ 1.7-1.8% ส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้ถือบอนด์อาจได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคา

นอกจากนี้ตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะได้ประโยชน์จากบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ เช่น MTC, SAWAD, และ TIDLOR ซึ่งได้ดอกเบี้ยต่ำลงในการออกหุ้นกู้รุ่นใหม่ หรือ "โรลโอเวอร์" อีกทั้งในเชิงพื้นฐาน ภาพรวมสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และต้นทุนเครดิต (credit cost) ของกลุ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ตลาดจึงหันมาให้ความสนใจในหุ้นกลุ่มนี้อีกครั้ง

อีกด้านหนึ่งหุ้น “ยีลด์เพลย์” ที่ให้ปันผลสูงและมีกระแสเงินสดมั่นคง เช่น กลุ่มสื่อสารอย่าง ADVANC, กลุ่ม REITs, กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน, กลุ่มสาธารณูปโภคอย่าง WHAUP รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น GPSC, BGRIM, GULF, และ RATCH ซึ่งได้แรงหนุนจากโครงการ Direct PPA ของภาครัฐ ก็อาจได้รับอานิสงส์จากฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าช่วงต่อจากนี้เช่นกัน

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย. 2569 ที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงและเป็นบวกต่อธุรกิจสินเชื่อ 

อีกทั้งกลุ่มไฟแนนซ์จะได้ประโยชน์จากมาตรการภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ช่วยลดค่าครองชีพของกลุ่มผู้ขอสินเชื่อซึ่งเป็นกลุ่มฐานราก และเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ สะท้อนผ่านแนวโน้ม NPL และ Credit cost ในไตรมาส 2 ที่ผ่อนคลายมากขึ้น สอดคล้องแนวโน้มสินเชื่อกลับมาขยายตัวอีกครั้งช่วงเดือนมิ.ย. หลังจากชะลอตัวลงในช่วงต้นไตรมาส

กลยุทธ์การลงทุนในกลุ่มไฟแนนซ์ไตรมาส 3 จะได้รับอานิสงส์จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เต็มไตรมาส หนุนแนวโน้มกำไรของธุรกิจให้เติบโต ทั้งนี้ มอง MTC เด่นกว่ากลุ่มจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมียอดการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลต่ำกว่า 1,000 บาท การมีมาตรการภาครัฐช่วยเหลือด้านค่าครองชีพจะช่วยเรื่องการเติบโตของสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์ได้ อีกด้านมอง NCAP และ SINGER จากแนวโน้มกำไรดีแต่ราคาถูกกว่าพื้นฐาน