นางสาวอริยา ติรณปกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังปีนี้ยังติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นกู้ ที่ตลาดยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยและความเปราะบางของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เรามองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังฟื้นตัวแบบ K-shaped recovery หากเป็นธุรกิจในกลุ่ม K ขาลง ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ลากยาวอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าทางธุรกิจและมีความเสี่ยงในการชำระหนี้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง
ดังนั้น ในภาพรวมมีความคาดหวังว่า นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลจะได้ผลเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก หากกลุ่มเหล่านี้กลับมาขายและมีกระแสเงินทุนหมุนเวียนได้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้และกลุ่มนี้ยังมีสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ลากยาวจะมีความเสี่ยงสูงกลุ่มที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันชัดเจน เช่น กลุ่มมีเดีย เป็นต้น
รวมถึง สภาพคล่องในตลาดรองแม้จะมีปริมาณการซื้อขายในตลาดรองเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ 90% ยังเป็นพันธบัตรรัฐบาล ส่วนหุ้นกู้เอกชนยังมีปริมาณการซื้อขายต่อวันค่อนข้างน้อยราว 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากในบางจังหวะ
นอกจากนี้ ทางด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในพันธบัตรมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก เช่น อัตราแลกเปลี่ยน หรือ การปรับน้ำหนักการลงทุนในดัชนีตราสารหนี้โลก เช่น อินโดนีเซีย มองว่า ปัญหาของอินโดนีเซียอาจเป็นช็อกระยะสั้น แต่เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ยังโตได้ดีในระยะยาว
“การคาดเดาฟันด์โฟลว์ทำได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับมุมมองเรื่องค่าเงินและต้นทุนการเงินโลกด้วย อย่างไรก็ตาม การถือครองตราสารหนี้ไทยของต่างชาติยังแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท และครึ่งปีแรกยังเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 3 หมื่นล้านบาท”
ทางด้าน “ความเสี่ยงหุ้นกู้” มีปัญหาจากการผิดนัดชำระหนี้และยืดหนี้ในครึ่งปีหลัง นางสาวอริยาก กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 416,877 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหาและเคยยืดหนี้ไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท (มูลค่าผิดนัดนำระหนี้ 15,137 ล้านบาท และปรับโครงสร้างหนี้ 8,904 ล้านบาท) ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องยืดหนี้ต่อไปอีก เนื่องจากบริษัทที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแรงหรือนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจะไม่สามารถออกหุ้นกู้รุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นเดิมได้ ซึ่งตลาดรับรู้อยู่แล้ว ไม่มีประเด็นเซอร์ไพร์ส
ขณะเดียวกัน หุ้นกู้ครบกำหนดครึ่งปีหลัง สัดส่วน 90% เป็นกลุ่ม Investment Grade ซึ่งไม่น่ากังวลและกลุ่ม High Yield ที่จะครบกำหนดราว 39,000 ล้านบาทนั้น พบว่าสัดส่วน 50% เป็นกลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ส่วนอีก 50% เป็นหุ้นกู้จากสปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมาลาวยังสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติและมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ไม่น่าจะมีปัญหา
สำหรับข้อกังวลเรื่องหนี้สินของบริษัทใหญ่ (Leverage) สมาคมฯ พบว่า แม้บริษัทกลุ่ม Top 10 จะมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ แต่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้สูง โดยมี Interest Coverage Ratio อยู่ที่ 5-10 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 2 เท่า ซึ่งถือว่า ยังบริหารจัดการได้
หลังจากภาพรวมการผิดนัดชำระหนี้และการปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ ครึ่งปีแรกพบว่า การผิดนัดชำระหนี้มีมูลค่าสุทธิ 7,422 ล้านบาท และการปรับโครงสร้างหนี้ ที่มีการขอเจรจาปรับเงื่อนไขก่อนถึงวันจ่ายจริง เช่น การยืดอายุหนี้หรือปรับดอกเบี้ย โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ มีมูลค่าสุทธิ 1,188 ล้านบาท พบว่า ผู้ออกที่มีปัญหาเกือบทั้งหมดยังคงเป็นรายเดิม ๆ ที่เคยมีปัญหามาก่อน ไม่ใช่รายใหม่
อย่างเช่น กรณี SABUY ล่าสุดถูกศาลยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้มีมติเรียกให้ชำระหนี้คืนโดยพลัน ยังต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป ส่วนกรณี NWR ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งผลของ Automatic Stay ทำให้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยชั่วคราว จึงถูกขึ้นเครื่องหมาย Default ตามระบบ
อย่างไรก็ดี สมาคมฯ ยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ใหม่ในปีนี้ ตามเดิมไว้ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท สถานการณ์ครึ่งปีหลัง ต้องรอดูบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทางเลือกระดมทุน ว่าจะกลับมาออกหุ้นกู้หรือไม่ในช่วงที่ Yield เริ่มย่อตัวลง
จากครึ่งปีแรกออกไปแล้วประมาณ 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่ม Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) เติบโตได้ดี มีการออก 389,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% ส่วนกลุ่ม High Yield ปรับลดลง 23% มีออกไปไม่ถึง 20,000 ล้านบาท หรือ 19,930 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุมีความระมัดระวังมากขึ้น
พบว่า พฤติกรรมผู้ออกหุ้นกู้ หันมาออกหุ้นกู้ระยะสั้นมากขึ้น เพิ่มจาก 2 หมื่นล้านเป็น 2.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของดอกเบี้ย ทำให้ผู้ ออกบางรายเลือกออกหุ้นกู้ระยะสั้นหรือกลับไปใช้สินเชื่อธนาคารแทน และในกลุ่มธนาคาร มีการออกหุ้นกู้น้อยลงกว่ายอดที่ครบกำหนด เพราะมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงและไม่ได้เร่งปล่อยกู้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่มาทดแทน (Rollover)


