วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’

นางสาวอริยา ติรณปกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังปีนี้ยังติดตามความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาพรวมตลาดตราสารหนี้ไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นกู้ ที่ตลาดยังมีความกังวลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และความเปราะบางของกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เรามองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังฟื้นตัวแบบ K-shaped recovery หากเป็นธุรกิจในกลุ่ม K ขาลง ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ลากยาวอาจเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าทางธุรกิจ และมีความเสี่ยงในการชำระหนี้มากขึ้นในครึ่งปีหลัง 

ดังนั้น ในภาพรวมมีความคาดหวังว่า นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลจะได้ผลเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีสินค้าค้างสต๊อกจำนวนมาก หากกลุ่มเหล่านี้กลับมาขาย และมีกระแสเงินทุนหมุนเวียนได้ จะช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ และกลุ่มนี้ยังมีสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่หากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ลากยาวจะมีความเสี่ยงสูงกลุ่มที่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกันชัดเจน เช่น กลุ่มมีเดีย เป็นต้น

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’

รวมถึง สภาพคล่องในตลาดรองแม้จะมีปริมาณการซื้อขายในตลาดรองเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ 90% ยังเป็นพันธบัตรรัฐบาล ส่วนหุ้นกู้เอกชนยังมีปริมาณการซื้อขายต่อวันค่อนข้างน้อยราว 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ยากในบางจังหวะ

นอกจากนี้ ทางด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ในพันธบัตรมีความผันผวนตามปัจจัยภายนอก เช่น อัตราแลกเปลี่ยน หรือการปรับน้ำหนักการลงทุนในดัชนีตราสารหนี้โลก เช่น อินโดนีเซีย มองว่า ปัญหาของอินโดนีเซียอาจเป็นช็อกระยะสั้น แต่เศรษฐกิจอินโดนีเซีย ยังโตได้ดีในระยะยาว 

“การคาดเดาฟันด์โฟลว์ทำได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับมุมมองเรื่องค่าเงิน และต้นทุนการเงินโลกด้วย อย่างไรก็ตาม การถือครองตราสารหนี้ไทยของต่างชาติยังแกว่งตัวอยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท และครึ่งปีแรกยังเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 3 หมื่นล้านบาท”

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’
ทางด้าน “ความเสี่ยงหุ้นกู้” มีปัญหาจากการผิดนัดชำระหนี้ และยืดหนี้ในครึ่งปีหลัง นางสาวอริยา กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังจะมีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 416,877 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหา และเคยยืดหนี้ไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท (มูลค่าผิดนัดชำระหนี้ 15,137 ล้านบาท และปรับโครงสร้างหนี้ 8,904 ล้านบาท) ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องยืดหนี้ต่อไปอีก เนื่องจากบริษัทที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแรงหรือนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจะไม่สามารถออกหุ้นกู้รุ่นใหม่มาทดแทนรุ่นเดิมได้ ซึ่งตลาดรับรู้อยู่แล้ว ไม่มีประเด็นเซอร์ไพรส์

ขณะเดียวกัน หุ้นกู้ครบกำหนดครึ่งปีหลัง สัดส่วน 90% เป็นกลุ่ม Investment Grade ซึ่งไม่น่ากังวล และกลุ่ม High Yield ที่จะครบกำหนดราว 39,000 ล้านบาทนั้น พบว่าสัดส่วน 50% เป็นกลุ่มที่ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ส่วนอีก 50% เป็นหุ้นกู้จากสปป.ลาว ซึ่งที่ผ่านมาลาวยังสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ และมีแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ ไม่น่าจะมีปัญหา

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’

สำหรับข้อกังวลเรื่องหนี้สินของบริษัทใหญ่ (Leverage) สมาคมพบว่า แม้บริษัทกลุ่ม Top 10 จะมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ แต่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้สูง โดยมี Interest Coverage Ratio อยู่ที่ 5-10 เท่า และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 2 เท่า ซึ่งถือว่า ยังบริหารจัดการได้

หลังจากภาพรวมการผิดนัดชำระหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้ ครึ่งปีแรกพบว่า การผิดนัดชำระหนี้มีมูลค่าสุทธิ 7,422 ล้านบาท และการปรับโครงสร้างหนี้ ที่มีการขอเจรจาปรับเงื่อนไขก่อนถึงวันจ่ายจริง เช่น การยืดอายุหนี้หรือปรับดอกเบี้ย โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ มีมูลค่าสุทธิ 1,188 ล้านบาท พบว่า ผู้ออกที่มีปัญหาเกือบทั้งหมดยังคงเป็นรายเดิมๆ ที่เคยมีปัญหามาก่อน ไม่ใช่รายใหม่

อย่างเช่น กรณี SABUY ล่าสุดถูกศาลยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้มีมติเรียกให้ชำระหนี้คืนโดยพลัน ยังต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป ส่วนกรณี NWR ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ซึ่งผลของ Automatic Stay ทำให้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยชั่วคราว จึงถูกขึ้นเครื่องหมาย Default ตามระบบ

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’
อย่างไรก็ดี สมาคมฯ ยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ใหม่ในปีนี้ ตามเดิมไว้ที่ 8.8-9 แสนล้านบาท สถานการณ์ครึ่งปีหลัง ต้องรอดูบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทางเลือกระดมทุน ว่าจะกลับมาออกหุ้นกู้หรือไม่ในช่วงที่ Yield เริ่มย่อตัวลง

จากครึ่งปีแรกออกไปแล้วประมาณ 409,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.72% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกลุ่ม Investment Grade (BBB- ขึ้นไป) เติบโตได้ดี มีการออก 389,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% ส่วนกลุ่ม High Yield ปรับลดลง 23% มีออกไปไม่ถึง 20,000 ล้านบาท หรือ 19,930 ล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น

พบว่า พฤติกรรมผู้ออกหุ้นกู้ หันมาออกหุ้นกู้ระยะสั้นมากขึ้น เพิ่มจาก 2 หมื่นล้านเป็น 2.8 หมื่นล้านบาท เนื่องจากความผันผวนของดอกเบี้ย ทำให้ผู้ออกบางรายเลือกออกหุ้นกู้ระยะสั้นหรือกลับไปใช้สินเชื่อธนาคารแทน และในกลุ่มธนาคาร มีการออกหุ้นกู้น้อยลงกว่ายอดที่ครบกำหนด เพราะมีสภาพคล่องส่วนเกินสูง และไม่ได้เร่งปล่อยกู้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่มาทดแทน (Rollover)

5 อุตสาหกรรมที่ระดมทุนออกหุ้นกู้สูงสุด ได้แก่ 1. Energy (พลังงาน) เป็นกลุ่มที่ออกหุ้นกู้สูงสุด เช่น GULF ออกไป 35,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการควบรวม และเทคโอเวอร์, PTTEP และ BANPU 2. Finance (ไฟแนนซ์) มีผู้ออกรายประจำที่ได้รับการตอบรับดี เช่น MTC, SAWAD และToyota Leasing 3. Property (อสังหาริมทรัพย์) แม้มูลค่ารวมจะลดลง แต่รายใหญ่ที่มีเรตติ้งดียังออกหุ้นกู้ตามปกติ เช่น SPALI,SIRI, LH และ AP 4.  ICT (สื่อสาร) ออกหุ้นกู้เป็นจำนวนมาก เช่น TRUE  5.Commerce (พาณิชย์) เป็นกลุ่มที่มีการออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้น เช่น CP, BJC และCentral retail เป็นต้น 

ขณะที่มูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทย ครึ่งปีแรก อยู่ที่ 18.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โครงสร้างเศรษฐกิจไทยมี 3 เสาหลัก คือ ตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และสินเชื่อธนาคาร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน  

ผลสำรวจการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ1% ตลอดทั้งปีในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ส่วน Bond yield ไทย 5 ปี คาดว่าจะทรงตัวในระดับ 1.6% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1.58-1.77% และ Bond yield ไทย 10 ปี มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.06% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 เป็น 2.19% - 2.33% ในช่วงครึ่งหลังของปี โดยมีปัจจัยหลักจากแผนการระดมทุนของภาครัฐ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยกับสหรัฐ

‘หุ้นกู้’ ครึ่งปีหลังเปราะบาง ThaiBMA เกาะติด ‘ธุรกิจขาลง-อสังหาฯ’

นางสาวอริยา กล่าวด้วยว่า วางแผนยุทธศาสตร์ 4 ปี (2569 – 2572) “The RISE of Thai Bond Market” เพื่อยกระดับ และขับเคลื่อนตลาดตราสารหนี้ไทย ภายใต้หลักการ "Trust, Innovation, and Sustainability"  เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดในการสร้างตลาดตราสารหนี้ที่ยั่งยืน

ในทุกมิติ ทั้งการเติบโตด้านนวัตกรรม ความน่าเชื่อถือในระบบกำกับดูแล และการเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจสีเขียว และสังคมไทยอย่างยั่งยืน  สมาคมพร้อมจับมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จตามแผนงาน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์