ในยุคที่ตลาดหุ้นพุ่งทะยานอย่างร้อนแรง นักลงทุนต่างมองหาหนทางที่จะเปลี่ยนกำไรก้อนเล็กให้เป็นก้อนโตในเวลาอันรวดเร็ว ความต้องการนี้ส่งผลให้ "Leveraged ETFs" และ "Margin Debt" พุ่งทะยานขึ้นสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แต่ภายใต้ผลตอบแทนที่หอมหวาน มหกรรมการกู้เงินล้านล้านดอลลาร์นี้ กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะทุบตลาดหุ้นให้พังลงมาได้ในชั่วพริบตา
ความโลภดัน ‘หนี้’ ท่วมตลาด
ปัจจุบัน นักลงทุนมีความกระหายที่จะเร่งผลตอบแทนผ่านการกู้ยืมอย่างน่ากลัว ข้อมูลจาก Finra องค์กรกำกับดูแลอุตสาหกรรมทางการเงินของสหรัฐระบุว่า Margin Debt หรือ หนี้มาร์จิน เงินที่นักลงทุนกู้จากโบรกเกอร์เพื่อมาซื้อหุ้นของสหรัฐพุ่งขึ้นถึง 54% เมื่อเทียบกับปีก่อน ไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน กองทุนความเสี่ยงสูงอย่าง Leveraged ETFs รวมถึงการซื้อขายออปชันที่ผูกกับกองทุนเหล่านี้ก็กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
นักวิเคราะห์เตือนว่า ตอนนี้ตลาดยังมีการสะสม Leverage การใช้เงินกู้หรือเครื่องมือทางการเงินเพื่อเพิ่มอำนาจในการซื้อที่หนาแน่นถึง 3 หรือ 4 ชั้น โดยที่ “นักลงทุนหลายคนไม่ได้เข้าใจมันดีพอ แต่เข้ามาเทรดด้วยอารมณ์เหมือน "คนซื้อลอตเตอรี่" ที่หวังรวยทางลัด”
ตั้งแต่ 'เฮดจ์ฟันด์' ถึง 'วัยรุ่น' แห่ซบกองทุนซิ่ง
แรงเก็งกำไรนี้มาจากทุกสารทิศ ตั้งแต่กองทุนระดับโลกอย่างเฮดจ์ฟันด์ ไปจนถึงกลุ่มวัยรุ่นที่เทรดหุ้นบนแอปพลิเคชันอย่าง Robinhood เม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ Leveraged ETFs จนดันให้สินทรัพย์รวมของกองทุนประเภทนี้พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.2 แสนล้านดอลลาร์
แน่นอนว่ากองทุนที่ฮิตที่สุดย่อมหนีไม่พ้นกลุ่มเทคโนโลยี เซมิคอนดักเตอร์และหุ้นรายตัวชื่อดังอย่าง Tesla, Nvidia หรือ SpaceX
ในมุมของนักลงทุน “จะถือหุ้นธรรมดาไปทำไม ในเมื่อมีกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 2 เท่าหรือ 3 เท่า?”
ยิ่งเมื่อดูผลงานที่ผ่านมา เช่น หุ้นชิปอย่าง Micron Technology ที่บวกถึง 300% ก็นับว่าน่าทึ่งแล้ว แต่กองทุนซิ่งที่บวก 3 เท่าอย่าง Direxion 3X Bull Semiconductor ETF กลับทะยานขึ้นไปสูงถึงประมาณ 700% ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ ก็อยากกระโจนเข้าใส่
ปรากฏการณ์ 'หางกระดิกหมา‘
ความเสี่ยงขั้นพื้นฐานของ Leveraged ETFs เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าหากหุ้นแม่ร่วงลง 30% กองทุนประเภท 3X ก็อาจจะถูกล้างพอร์ตจนสินทรัพย์หายไปถึง 90% เหมือนเหตุการณ์ที่กองทุนชิป 3X ดิ่งลงทีเดียว 31% ในวันเดียว
ทว่าสิ่งที่วอลล์สตรีทกลัวยิ่งกว่านั้นไม่ใช่แค่การขาดทุนของรายย่อย แต่คือการที่กองทุนเหล่านี้กำลังย้อนกลับมามีอิทธิพลเหนือ “หุ้นแม่” หรือที่นักเทรดเรียกว่าปรากฏการณ์ "The tail wagging the dog" หางกระดิกหมา ซึ่งกำลังสร้างวงจรอุบาทว์ในตลาด
แทนที่ราคาของหุ้นแม่จะเป็นตัวกำหนดราคากองทุน ETF แต่กลายเป็นว่า แรงซื้อขายของกองทุน ETF ดันเป็นตัวไปลากราคาหุ้นแม่ให้พุ่งหรือดิ่งตามใจชอบ ซึ่งมี 3 ขั้นที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด
- ขั้นที่ 1 ”หาง" เริ่มใหญ่ขึ้น เพราะกองทุนกว้านซื้ออนุพันธ์
สมมติว่าหุ้น Nvidia ร้อนแรงมาก นักลงทุนรายย่อยและเฮดจ์ฟันด์ไม่อยากซื้อหุ้นปกติ แต่อยากได้กำไร 3 เท่า เลยแห่กันเอาเงินไปซื้อกองทุน Leveraged ETF หรือ 3X
เมื่อเงินไหลเข้ากองทุนนี้ถล่มทลาย ผู้จัดการกองทุน ETF ไม่สามารถเดินไปไล่ซื้อหุ้น Nvidia ในตลาดได้ทันและได้ปริมาณเยอะขนาดนั้น สิ่งที่ทำคือ "เอาเงินไปซื้อตราสารอนุพันธ์" (Options/Swaps) กับสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เรียกว่า Market Maker เพื่อสัญญากันว่าจะจ่ายผลตอบแทนให้กองทุน 3 เท่า
- ขั้นที่ 2 หางเริ่ม "กระชาก" ตัวหมาขึ้น ตัวกลางต้องไล่ซื้อหุ้นตาม
ทีนี้ฝั่ง Market Maker ซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางที่รับสัญญาอนุพันธ์มา เริ่มประเมินความเสี่ยง เพราะถ้าหุ้น Nvidia พุ่งขึ้นจริง ๆ จะต้องจ่ายเงินก้อนโตให้กองทุน ETF และขาด ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตัวกลางเหล่านี้เลยจำเป็นต้องวิ่งเข้าไปในตลาดหุ้น แล้ว "ไล่กว้านซื้อหุ้น Nvidia จริง ๆ" เก็บไว้ในมือ เพื่อที่ว่าถ้าหุ้นขึ้น พวกเขาจะได้มีหุ้นจริงไปจ่าย
แรงซื้อหุ้นจริงจากตัวกลาง ซึ่งมาจากเม็ดเงินที่คนแห่ซื้อ ETF มันมหาศาลมาก จนไป "ดันราคาหุ้นแม่" ให้พุ่งทะยานสูงเกินความเป็นจริง ทั้ง ๆ ที่พื้นฐานบริษัทอาจไม่ได้เปลี่ยนไปขนาดนั้นเลย
- ขั้นที่ 3 หาง "ฟาด" ตัวหมาลงเหว เข้าสู่วงจรขาลง
ความน่ากลัวที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามที่หุ้นแม่เริ่มร่วงลงนิดหน่อย หรือคนเริ่มตื่นตระหนกแห่ขายกองทุน ETF
ทางกองทุน ETF ไปยกเลิกหรือขายคืนสัญญาอนุพันธ์กับตัวกลาง หรือ Market Maker เท่ากับว่าตัวกลางไม่มีความจำเป็นต้องถือหุ้นจริงเพื่อประกันความเสี่ยงอีกต่อไป แถมต้องรีบขายออกก่อนจะขาดทุน จึง "กระหน่ำเทขายหุ้นแม่" ออกมาในตลาดพร้อม ๆ กัน
สรุปสุดท้าย หุ้นแม่โดนแรงเทขายถล่ม ซึ่งพอหุ้นแม่ร่วงหนัก มูลค่ากองทุน ETF ก็ยิ่งลดฮวบลงไปอีก กองทุนก็ต้องสั่งขายอนุพันธ์เพิ่ม ตัวกลางก็ต้องเทขายหุ้นแม่ซ้ำ วนเป็น "วงจรอุบาทว์ขาลง" ที่ฉุดกันร่วงลงเหวอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วพริบตา
อเล็กซานเดอร์ อัลท์มันน์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นระดับโลกของ Barclays มองว่า "มันเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมากหากระบบนี้ต้องถูกบังคับขายคืนในเวลาอันสั้น และนี่คือตัวงขับเคลื่อนความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้อย่างไม่ต้องสงสัย"
บทเรียน ‘เกาหลีใต้’ สัญญาณเตือนถึงสหรัฐ
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎี แต่เกิดขึ้นจริงแล้วที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นตลาดที่มีหุ้นเทคโนโลยีและชิปตัวท็อปอย่าง Samsung และ SK Hynix ในช่วงที่ผ่านมา
การซื้อขายที่เกี่ยวข้องกับกองทุน Leveraged ETFs ขนาดใหญ่ มีสัดส่วนสูงถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของหุ้นดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นแกว่งตัวรุนแรงเกินจริงทั้งขาขึ้นและขาลง จนตลาดต้องงัดระบบ Circuit Breaker มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวเมื่อหุ้นตกหนักเกินเกณฑ์มาใช้สกัดการดิ่งลงของหุ้น
ความรุนแรงนี้ทำให้ผู้ว่าการหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของเกาหลีใต้ ออกมาแสดงความเสียใจที่ไม่ได้สั่งระงับการเปิดตัวกองทุนประเภทนี้ พร้อมระบุว่าผู้ถือครองกว่า 92% คือนักลงทุนรายย่อย ซึ่งแม้จะเตือนแล้วแต่ก็ยังไม่มีใครฟัง
สำหรับในสหรัฐ แม้ว่าขนาดของกองทุน Leveraged ETFs จะยังไม่ใหญ่เท่าหุ้นแม่เมื่อเทียบเป็นสัดส่วนเหมือนในเกาหลีใต้
แต่นักวิเคราะห์ก็เตือนว่าห้ามประมาทเด็ดขาด เพราะภายใต้ความผันผวนของตลาดที่มีทั้งความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน และตัวเลขการจ้างงาน เรื่องดอกเบี้ยของเฟด ทุกอย่างสามารถพลิกผันได้เสมอ
อ้างอิง The Wall Street Journal


