“นักวิเคราะห์” มองโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. เป็นแผนระยะยาวช่วยหนุนซัพพลายในตลาดโลก คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงสู่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสิ้นปี เป็นบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น, ปิโตรเคมี, โรงไฟฟ้า, รวมถึงกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว
นายทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า กรณีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ "OPEC+" มีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกจำนวน "188,000 บาร์เรลต่อวัน" ในเดือน ส.ค. ปี 2569 จากเดือน ก.ค. นั้น มองว่าจะมีส่วนเพิ่มเติมซัพพลายน้ำมันดิบในตลาดโลกให้มีมากขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมากำลังการผลิตของ OPEC+ มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมช่วงต้นปี 2569 แต่ไม่ได้เดินหน้าต่อเนื่องจากเผชิญความขัดแย้งด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้องชะลอแผนการออกไป
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น และการซื้อขายผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเกือบ 100% เทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม OPEC+ จึงเริ่มยกระดับกำลังการผลิตอีกครั้งโดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยับขึ้น 1 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ค. มาสู่ 1.88 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. 2569
ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอาจสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่มีแนวโน้มปรับตัวลงสู่บริเวณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงสิ้นปี 2569 ด้วยซัพพลายที่เพิ่มขึ้นทั้งจาก OPEC+ และจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบื้องต้นประเมินว่าราคาอาจยังไม่ลดต่ำลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากหลายประเทศที่ได้รับผลจากสงครามอาจเริ่มกลับมาเติมสต็อก (restock) น้ำมันดิบที่ใช้ไปในช่วงก่อนนี้ ส่งผลต่อความต้องการหรือดีมานด์น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นพยุงราคา
ทำไมทิศทางของ OPEC+ อาจไม่สำคัญเท่าเดิม?
นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล. โกลเบล็ก จำกัด ให้มุมมองที่ต่างออกไป โดยกล่าวว่าบทบาทของ OPEC+ ลดลงมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของ OPEC+ โดยหลักแล้วขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการควบคุมกำลังการผลิตของประเทศต่าง ๆ ผ่านระบบโควตา โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มีกำลังการผลิตสำรองสูง (high spared capacity) ว่าจะผลิตมากหรือน้อย ดังนั้น เมื่อ UAE ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ความสามารถของ OPEC+ ในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันจึงน้อยลงด้วย
การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ เมื่อเทียบตามสัดส่วนแล้วจะพบว่าอาจไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำมันดิบโลกต่อวันอยู่ที่ราว 103 ล้านบาร์เรล และการปรับกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 188,000 บาร์เรลคิดเป็นเพียง 0.1% ของความต้องการเท่านั้น สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ไม่ได้ขยับลงมากหลังมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังคงเคลื่อนตัวอยู่ที่บริเวณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ดี ในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า หากไม่มีการยกระดับความรุนแรงอีกครั้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลงมา "ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" จากซัพพลายที่เพิ่มขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมัน เช่น กลุ่มโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่เพิ่มขึ้น หลังราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล ยังทรงตัวในระดับสูง เพราะโรงกลั่นรัสเซียหลายแห่งต้องหยุดการผลิตเนื่องจากสงคราม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่มปิโตรเคมี, และกลุ่มอาหารที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าขนส่ง
ราคาน้ำมันหนุนกลุ่มสายการบิน-ท่องเที่ยวกำไรฟื้น
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. เอเชีย พลัส กล่าวว่า เทรนด์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงยังส่งผลดีต่อแนวโน้มหุ้นในกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินคิดเป็นกว่า 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงอาจเห็นผลดีสืบเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) THAI ซึ่งปัจจุบันมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว
นอกจากนี้ ต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลงอาจหนุนการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 3 หนุนกำไรธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและสนามบิน เติบโตต่อเนื่องในช่วงปลายปี ทั้งนี้ มอง CENTEL, ERW และ AOT โดดเด่นกว่ากลุ่ม


