วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘โอเปกพลัส’ เพิ่มการผลิต จุดธีมลงทุน คาดน้ำมันเบรนท์ร่วงแตะ 70 ดอลลาร์

“นักวิเคราะห์” มองโอเปกพลัสเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนส.ค. เป็นแผนระยะยาวช่วยหนุนซัพพลายในตลาดโลก คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับลดลงสู่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสิ้นปี เป็นบวกต่อกลุ่มโรงกลั่น, ปิโตรเคมี, โรงไฟฟ้า, รวมถึงกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว

นายทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า กรณีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ "OPEC+" มีมติปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกจำนวน "188,000 บาร์เรลต่อวัน" ในเดือน ส.ค. ปี 2569 จากเดือน ก.ค. นั้น มองว่าจะมีส่วนเพิ่มเติมซัพพลายน้ำมันดิบในตลาดโลกให้มีมากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมากำลังการผลิตของ OPEC+ มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมช่วงต้นปี 2569 แต่ไม่ได้เดินหน้าต่อเนื่องจากเผชิญความขัดแย้งด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ต้องชะลอแผนการออกไป

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น และการซื้อขายผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้ตามปกติเกือบ 100% เทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม OPEC+ จึงเริ่มยกระดับกำลังการผลิตอีกครั้งโดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยับขึ้น 1 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ค. มาสู่ 1.88 แสนบาร์เรลต่อวันในเดือน ส.ค. 2569

ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอาจสะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่มีแนวโน้มปรับตัวลงสู่บริเวณ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลช่วงสิ้นปี 2569 ด้วยซัพพลายที่เพิ่มขึ้นทั้งจาก OPEC+ และจากช่องแคบฮอร์มุซ โดยเบื้องต้นประเมินว่าราคาอาจยังไม่ลดต่ำลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากหลายประเทศที่ได้รับผลจากสงครามอาจเริ่มกลับมาเติมสต็อก (restock) น้ำมันดิบที่ใช้ไปในช่วงก่อนนี้ ส่งผลต่อความต้องการหรือดีมานด์น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นพยุงราคา

ทำไมทิศทางของ OPEC+ อาจไม่สำคัญเท่าเดิม?

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล. โกลเบล็ก จำกัด ให้มุมมองที่ต่างออกไป โดยกล่าวว่าบทบาทของ OPEC+ ลดลงมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากอิทธิพลของ OPEC+ โดยหลักแล้วขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการควบคุมกำลังการผลิตของประเทศต่าง ๆ ผ่านระบบโควตา โดยเฉพาะซาอุดิอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่มีกำลังการผลิตสำรองสูง (high spared capacity) ว่าจะผลิตมากหรือน้อย ดังนั้น เมื่อ UAE ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก ความสามารถของ OPEC+ ในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมันจึงน้อยลงด้วย

การปรับเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ เมื่อเทียบตามสัดส่วนแล้วจะพบว่าอาจไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก เนื่องจากปริมาณความต้องการน้ำมันดิบโลกต่อวันอยู่ที่ราว 103 ล้านบาร์เรล และการปรับกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 188,000 บาร์เรลคิดเป็นเพียง 0.1% ของความต้องการเท่านั้น สะท้อนผ่านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ไม่ได้ขยับลงมากหลังมีการประกาศเพิ่มกำลังการผลิต แต่ยังคงเคลื่อนตัวอยู่ที่บริเวณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ดี ในระยะ 3-4 เดือนข้างหน้า หากไม่มีการยกระดับความรุนแรงอีกครั้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวลงมา "ต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" จากซัพพลายที่เพิ่มขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองหุ้นที่ได้ประโยชน์จากทิศทางราคาน้ำมัน เช่น กลุ่มโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่เพิ่มขึ้น หลังราคาขายผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล ยังทรงตัวในระดับสูง เพราะโรงกลั่นรัสเซียหลายแห่งต้องหยุดการผลิตเนื่องจากสงคราม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มโรงไฟฟ้า, กลุ่มปิโตรเคมี, และกลุ่มอาหารที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าขนส่ง

ราคาน้ำมันหนุนกลุ่มสายการบิน-ท่องเที่ยวกำไรฟื้น

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. เอเชีย พลัส กล่าวว่า เทรนด์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงยังส่งผลดีต่อแนวโน้มหุ้นในกลุ่มสายการบินและท่องเที่ยว เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินคิดเป็นกว่า 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงอาจเห็นผลดีสืบเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 3 ต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า โดยเฉพาะบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) THAI ซึ่งปัจจุบันมีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแล้ว

นอกจากนี้ ต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลงอาจหนุนการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 3 หนุนกำไรธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและสนามบิน เติบโตต่อเนื่องในช่วงปลายปี ทั้งนี้ มอง CENTEL, ERW และ AOT โดดเด่นกว่ากลุ่ม