ก.ล.ต.เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ถือหุ้น “ทรู คอร์ปอเรชั่น” หลังพบ “ข้อสังเกตความไม่ถูกต้อง” ของรายงานแบบ 246-2 ลั่นขึ้นเครื่องหมายเตือนตั้งแต่ 3 ก.ค. 69 ย้ำหากผลการตรวจสอบพบกระทำฝ่าฝืนกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ เดินหน้าดำเนินการทางกฎหมาย ด้าน “ทรู” แจงเคสบุคคลปริศนาเข้าถือหุ้นสัดส่วนทะลุ 7% อาจไม่ถูกต้อง ยันไม่เคยขายหุ้นบุริมสิทธิให้คนทั่วไป “วงในตลาดทุน” ตั้งข้อสังเกต 2 แนวทาง“ลงทุนส่วนบุคคล-นอมินี”
ปั่นป่วนทั้ง “ตลาดทุนไทย” จากกรณีของ “หุ้น TRUE” หรือ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีบุคคลท่านหนึ่งได้แจ้งแบบรายงานการได้มา หรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ (แบบ 246-2) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ถึงการได้มาซึ่ง หุ้น TRUE ซึ่ง “จุดชนวน” ความสงสัยให้กับ “นักลงทุน” ในตลาดทุนไทยอย่างแพร่หลาย ถึงที่มาของ “ผู้ถือหุ้นรายใหม่” หุ้น TRUE และในเอกสารฉบับนั้นเอง ที่ทำให้ชื่อของ “สุภาพร พิมพงษ์” กลายเป็นที่จับตามองของทั้งตลาดทุนไทยในชั่วเวลาข้ามคืน
สะท้อนภาพตามข้อมูลที่ปรากฏ “สุภาพร พิมพงษ์” ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมของ TRUE เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2569 สัดส่วน 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศคือ UBS Group AG ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่ถืออยู่แล้ว ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมขยับขึ้นไปแตะระดับ 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ส่งผลให้ดันขึ้นแท่นเป็นหนึ่งใน “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 6” ของ TRUE โดยทันที
ทั้งนี้ หากลองคำนวณจากราคาหุ้นในช่วงนั้น พบว่า “มูลค่าหุ้น” ที่ “สุภาพร” ถือครองทั้งหมดจะสูงกว่า “3 หมื่นล้านบาท” ซึ่งถือเป็นพอร์ตขนาดที่ใหญ่มากสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาเพียงรายเดียว
ก่อนที่ TRUE รายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อต่าง ๆ ว่า มีบุคคลท่านหนึ่งได้แจ้งแบบ 246-2 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เมื่อ 2 ก.ค. 2569 ถึงการได้มาซึ่งหุ้นของ TRUE โดยเป็นหุ้นสามัญ จำนวนประมาณ 3.1786% และเป็นหุ้นบุริมสิทธิ จำนวนประมาณ 0.0388% คิดเป็นจำนวนได้มารวมประมาณ 3.2174% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท เป็นผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทหลังการได้มาของบุคคลดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.0992% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัทนั้น
โดยบริษัทขอแจ้งว่า ตามหมายเหตุที่ปรากฏในหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าว เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งหมายถึงข้อมูลในรายงานดังกล่าวยังไม่ครบถ้วน และ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน
นอกจากนี้ บริษัทมีข้อสังเกตว่า ข้อมูลในแบบ 246-2 ดังกล่าว “อาจมีความไม่ถูกต้อง” เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลเป็นการทั่วไป และในปัจจุบันบริษัทไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิแล้ว โดยได้แจ้งข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ในวันเดียวกันแล้ว
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ตามที่มีสื่อมวลชนสอบถามเข้ามาเกี่ยวกรณีหุ้น TRUE ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดย ก.ล.ต. ได้ติดตามเรื่องนี้ตั้งแต่มีการรายงานเข้ามา และพบข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล ดังนั้น จึงได้มีการทำเครื่องหมายเพื่อเตือนผู้ลงทุนเกี่ยวกับข้อมูลรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าว เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ก.ค. 2569
อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงาน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง โดยจะพิจารณาข้อมูลและสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ หากพบว่ามีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ก.ล.ต. จะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
ด้านแหล่งข่าวใน “ตลาดทุนไทย” ให้ความเห็นกรณีดังกล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ในเวลานี้ยังเป็นเรื่องที่วิเคราะห์ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังมีจำกัด แต่สามารถตั้งข้อสังเกตได้ “2 แนวทางหลัก” แนวทางแรก คือ การลงทุนส่วนบุคคล โดยอาจเป็นนักลงทุนรายใหม่ที่มองเห็นศักยภาพของ TRUE และตัดสินใจเข้าลงทุนด้วยเงินทุนของตนเอง
ส่วนอีกแนวทางหนึ่ง คือ การถือหุ้นแทน หรือ Nominee หรือการถือครองหุ้นในนามบุคคลอื่น ซึ่งเป็นโครงสร้างที่พบได้ในตลาดทุนในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อนักลงทุนหรือกลุ่มทุนไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อผู้ถือหุ้นที่แท้จริงต่อสาธารณะ
ทั้งนี้ ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นเพียงการวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากรณีของ “สุภาพร พิมพงษ์” เป็นการถือหุ้นในลักษณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่นักลงทุนรายใหม่เข้าถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 7% ถือเป็นธุรกรรมที่มีนัยสำคัญต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัท จึงเป็นประเด็นที่ตลาดจะติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากในอนาคตมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน วัตถุประสงค์ในการถือหุ้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือครองอีกครั้ง รวมถึงผลการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารจากทาง ก.ล.ต. ต่อไป


