วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” วันนี้ (3 ก.ค. 2569) ปิดบวก 17.72 จุด ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี 4 เดือน

"หุ้นไทย" วันนี้ (3 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,611.28 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.72 จุด หรือ 1.11% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงซื้อในหุ้นบิ๊กแคปหลายกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ICT และธนาคาร โดยปัจจัยมาจากฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่เริ่มกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งในเดือนมิ.ย

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (3 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,611.28 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.72 จุด หรือ 1.11% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,621.19 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,598.30 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 80,492.88 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. GULF ราคาปิด 63.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 0.79% มูลค่าซื้อขาย 4,955.89 ล้านบาท
     
  2. KBANK ราคาปิด 233.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 4,098.59 ล้านบาท
     
  3. PTT ราคาปิด 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 3.50% มูลค่าซื้อขาย 3,649.58 ล้านบาท
     
  4. KTB ราคาปิด 40.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.63% มูลค่าซื้อขาย 3,591.61 ล้านบาท
     
  5. DELTA ราคาปิด 315.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 0.96% มูลค่าซื้อขาย 3,526.53 ล้านบาท

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "หุ้นไทย"วันนี้ ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 3 ปี 4 เดือน โดยระหว่างวันขึ้นไปทำจุดสูงสุดบริเวณ 1,621 จุด ก่อนมีแรงขายทำกำไรบางส่วนช่วงท้ายตลาด แต่ยังปิดยืนเหนือ 1,600 จุดได้ สอดคล้องกับบรรยากาศตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เป็นบวก 

สำหรับแรงหนุนหลักของตลาดมาจากหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน. อิเล็กทรอนิกส์, สื่อสาร, และธนาคาร สะท้อนจากหุ้นที่หนุนดัชนี ได้แก่ DELTA, PTT, ADVANC, GULF, BAY, AOT, TRUE, GPSC, SCC และ BDMS

ขณะที่กลุ่มพลังงาน ได้แรงซื้อกลับเด่นตาม PTT และ PTTEP แม้ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวในระดับต่ำ ส่วนกลุ่ม ICT และอิเล็กทรอนิกส์ยังช่วยประคองภาพบวกของดัชนีต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ภาพรวมวันนี้ถือเป็นการขึ้นแบบมีแรงซื้อกระจายตัวมากขึ้น ไม่ได้พึ่งพาหุ้นตัวเดียวเหมือนก่อนหน้านี้ โดย sector ที่หนุนตลาดเด่น ได้แก่ พลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ ICT ธนาคาร พาณิชย์ และอาหาร ขณะที่แรงขายยังมีในบางหุ้นรายตัว เช่น KTB, BEM, KCE, ITC และหุ้นขนาดกลางบางตัว สะท้อนว่าตลาดยังอยู่ในจังหวะเลือกหุ้น ไม่ใช่ซื้อทั้งกระดาน และเป็นลักษณะหมุนเวียนเงินลงทุน

ปัจจัยหลักที่เราพบ คือ เม็ดเงินจากต่างชาติหรือ "ฟันด์โฟลว์" ที่ยังคงไหลเข้าหุ้นไทย โดยมีแรงซื้อเข้ามามากกว่าปกติในระหว่างเดือน ม.ค.-ก.พ. 2569 กว่า 6 หมื่นล้านบาท และเริ่มขายสลับบ้างราว 4 หมื่นล้านบาทระหว่างทาง ก่อนจะเริ่มพลิกกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่แนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้าคาดแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน 1,640 จุด โดยมีปัจจัยติดตามในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ปัจจัยต่างประเทศ เช่น ตัวเลข PMI, FOMC Minutes ส่วนในประเทศแนะตามการพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนลบ. ในวันที่ 9 ก.ค.

กลยุทธ์การลงทุน ปรับพอร์ตให้สอดคล้องกับแรงซื้อต่างชาติ โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ในช่วงแรกเน้นเทรดตามบรรยากาศหุ้นที่ต่างชาติเลือกซื้อก่อน เช่น TCAP SCB KKP แม้ดูแพงแล้วแต่หุ้นกลุ่มธนาคารสามารถเก็งกำไรได้ พร้อมกับวางจุดขายเพื่อป้องกันการขาดทุนหากราคาร่วงลงแรงผิดทาง โดยจุดสำคัญอยู่ที่การประกาศงบฯ แบงก์แรกอย่าง TISCO ในวันที่ 14 ก.ค. หากตึงตัวไปอาจจะเห็นแรงขายได้

ในช่วงต่อจากนี้ หากมีสัญญาณหมุนเวียนเงินลงทุนเข้ากลุ่มใหญ่อื่นก่อน จำเป็นต้องรีบปรับพอร์ต โดยให้กลุ่มอุปโภค-บริโภคในประเทศที่ได้อานิสง์จากเอลนีโญ เช่น กลุ่มเครื่องดื่มอย่าง OSP, CBG, และ ICHI รวมถึงกลุ่มเนื้อสัตว์ CPF, BTG, และ GFPT