วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จับสัญญาณเตือน ‘หุ้นกลุ่ม AI’ เมื่อยักษ์ใหญ่เทคฯ เริ่มเปลี่ยนวิธีหาเงินทุน

ในสภาวะที่ “ตลาดทุนทั่วโลก” กำลังเผชิญกับความผันผวน และการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นักลงทุนต่างตั้งคำถามถึง “ความร้อนแรง” ของหุ้น “กลุ่มเทคโนโลยี” (AI) โดยเฉพาะ “หุ้น 7 นางฟ้า” ในช่วงครึ่งแรกของ ปี 2569 แม้ยังคงมีความแข็งแกร่งในแง่พื้นฐาน และการเติบโตของ AI แต่เริ่มมีความเปราะบางต่อปัจจัยทาง “มหภาค” มากขึ้นจากการปรับโครงสร้างทางการเงิน และเผชิญกับแรงขายทำกำไรเพื่อย้ายไปสู่ตลาดที่ถูกกว่า

ดังนั้น ในภาพรวมการลงทุนปัจจุบันมีประเด็นที่ “น่าสนใจ” ทั้งในระดับสากล และระดับประเทศ ภายใต้ “ความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI” แต่ “อิสระ อรดีดลเชษฐ์ ” รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้า ยังคงต่างจากวิกฤติดอตคอม ปี 2000 อย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะในอดีตมี “การลงทุนมหาศาล” แต่ขาดการสร้าง “รายได้” ที่ชัดเจน

จับสัญญาณเตือน ‘หุ้นกลุ่ม AI’ เมื่อยักษ์ใหญ่เทคฯ เริ่มเปลี่ยนวิธีหาเงินทุน

แต่ทว่าในปัจจุบันบริษัทต่างๆ มีแผนการนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่ม Productivity อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง อัตราการใช้งานยังคงเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับราคาต้นทุนการใช้ AI ที่ลดลง ช่วยขยายฐานผู้ใช้งานในวงกว้าง ส่งผลให้รายได้รวมมีโอกาสเติบโตแม้ราคาต่อหน่วยจะลดลงก็ตาม 

เพียงแต่การลงทุนหุ้น AI รอบนี้ สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ “การขยับตัวหุ้นกลุ่ม 7 นางฟ้ากับความท้าทาย” จากตลาดทุนกำลังเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการหาแหล่งเงินทุน จากเดิมที่เน้นใช้กระแสเงินสดภายในเริ่มมีการเข้าหาตลาดทุนด้วยการออกหุ้นกู้มากขึ้น

“อิสระ” ชี้ให้เห็นต่อว่า จุดนี้ถือเป็นทั้ง “โอกาสและความเสี่ยง” ได้ การระดมทุนรอบนี้จะทำให้ราคาหุ้นเริ่มมีความอ่อนไหวต่อ Bond Yield และนโยบายการเงินมากขึ้น และเริ่มเห็นสัญญาณหมุนเวียนเงินทุนไปยังตลาดที่มีราคาถูกกว่า เช่น ตลาดเกาหลีที่ P/E อยู่ในระดับต่ำ แต่มีการเติบโตของกำไรสูงถึง 200-300% เมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่ P/E พุ่งสูงเกิน 20 เท่า

ดังนั้น การลงทุน ธีม AI แนะนำว่านักลงทุนต้องอาศัยการเลือกลงทุนอย่างระมัดระวัง และปรับพอร์ตตามธีม AI สำหรับลงทุนกองรวม BBLAM B-Wealth Series ซึ่งเป็นกองทุนรวมที่เป็นโซลูชันการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงทั่วโลกมีการลงทุนธีม AI เน้นบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีคะแนนการลงทุนโดดเด่น

อีกทั้งยังมี 2 ธีม AI โดนเด่น ได้แก่ “ธีม AI Monetization” เน้นกลุ่ม Generative AI ที่เริ่มมีการนำไปประยุกต์ใช้ และสร้างรายเชิงธุรกิจที่ชัดเจนมากขึ้น จากแนวโน้มการนำ AI มาปรับใช้ในภาคธุรกิจจริงยังคงเติบโตต่อเนื่องในทุกๆ เดือน คาดจะเติบโตต่อไปอีกในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ถือเป็นปัจจัยยืนยันว่าธุรกิจเหล่านี้กำลังเข้าสู่ช่วงที่สามารถสร้างรายได้ ได้แล้ว

และ “ธีม AI Supply Chain” ที่ขยายความสนใจจากหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) แต่ปัจจุบันเมื่อรูปแบบการเขียนโคด และการจัดหา (Supply) ของ AI เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความต้องการ CPU เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เพื่อรองรับการประมวลผล Agentic AI ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะขาดตลาดอย่างหนัก และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า และพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังถือโอกาสในไทยในแง่ของ Supply Chain ประเทศไทยเริ่มเห็นความชัดเจนจากการลงทุนที่ไหลเข้ามา โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่มีกลุ่มธุรกิจ Green Energy, AI และโรงงานผลิต PCB (แผ่นวงจรพิมพ์) เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตมากขึ้น

สอดรับกับมุมมอง “ธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ ชี้ว่า ภาวะตลาดหุ้น AI ระดับในตอนนี้ยังไม่ใช่ฟองสบู่ที่น่ากลัว เพราะมีรายได้ และความต้องการใช้งานจริงรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มฮาร์ดแวร์ และหน่วยความจำที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกอย่างน้อย 1-3 ปี แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์โลก และงบการเงินอย่างใกล้ชิด

มองอุตสาหกรรมหน่วยความจำ (Memory Chip) ยังมีแนวโน้มการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากเทคโนโลยี AI และการสร้าง Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลก

ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดกำลังเผชิญสภาวะสินค้าขาดแคลน เนื่องจากความต้องการใช้งานสูงกว่ากำลังการผลิต คาดว่าสถานการณ์นี้จะลากยาวไปจนถึงปี 2571 เป็นอย่างน้อย

เชาวน์กร โชติบัณฑ์” Head of Investment Strategy บลจ.เอ็มเอฟซี ชี้ให้เห็นว่าการมาถึงของ Agentic AI จะยิ่งทำให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้นมหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แม้ในอนาคตจะมีการขยายโรงงานเพื่อเพิ่ม Supply 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาคอขวดได้เปลี่ยนผ่านจากยุคที่ GPU ขาดแคลนในปี 2566 มาสู่ยุคที่ หน่วยความจำผลิตไม่ทันต่อความต้องการ แม้ในปัจจุบัน GPU จะสามารถคำนวณได้รวดเร็วเพียงใด แต่หากหน่วยความจำมีความจุ และประสิทธิภาพไม่เพียงพอ การประมวลผลก็ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขณะที่ ฝั่งของความต้องการกลุ่มยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี หรือ Hyper-scaler อย่าง Microsoft, Google, Meta และ Amazon รวมถึง Nvidia ยังคงเดินหน้าลงทุนมหาศาล โดยคาดเม็ดเงินลงทุนใน Data Center จะพุ่งสูงจากราว 7-8 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบันไปแตะระดับ 1-2 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2571-2573 แต่ปริมาณความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นตามการใช้งานในชีวิตประจำวันอาจทำให้สินค้ายังคงไม่เพียงพอ

เรามองนักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุน และคาดหวังผลตอบแทนที่ดีได้ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เพราะยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ก่อนที่จะต้องมีการประเมินสถานการณ์ใหม่อีกครั้งเมื่อเข้าสู่ปี 2571 อีกครั้งความต้องการ AI จะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหนเมื่อเทียบกับปริมาณซัปพลายที่เพิ่มเข้ามา

ขณะเดียวกัน ยังมองว่า AI และ Data Center เป็น ปัจจัยบวกหลักที่จะหนุนทั้งกำไร และราคาหุ้นในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของไทยในระยะ 1 ปีข้างหน้าเช่นกัน

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์