วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี อัดเงิน 2.7 หมื่นล้าน โบรกชี้กำไร บจ.แกร่ง หนุน Flow ไหลต่อครึ่งปีหลัง

กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดการเงินไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ หลังจากขายสุทธิต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยเม็ดเงินไหลเข้าทั้งตลาดหุ้นกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าครึ่งปีหลังแม้ตลาดจะผันผวนจากทิศทางดอกเบี้ยโลก แต่ประเทศไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนให้เงินทุนต่างชาติทยอยไหลเข้า พร้อมแนะกลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective เน้นหุ้นปันผลสูง หุ้นราคายัง Laggard และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
 

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมการเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงครึ่งปีแรกถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังจากก่อนหน้านี้ขายสุทธิสะสมรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท

สำหรับครึ่งปีแรก นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท หรือราว 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ไทยยังเป็นหนึ่งในเพียง 2 ประเทศของภูมิภาคเอเชียร่วมกับญี่ปุ่นที่ยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิ ในขณะที่ตลาดส่วนใหญ่ในภูมิภาคเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

โดยปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการลงทุนในไทยมาจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยกำไรสุทธิรวมในไตรมาสแรกทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สะท้อนความแข็งแกร่งของภาคธุรกิจไทย

ทั้งนี้ การเคลื่อนย้ายเงินทุนในช่วงครึ่งปีแรกได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์สงครามและการปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ทำให้เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสู่หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น หุ้นที่มีแรงซื้อสุทธิสูง ในทางกลับกันต่างชาติขายสุทธิหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงคราม รวมถึงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมเปิดเมืองในช่วงแรก โดยหุ้นที่ถูกขายมาก ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มโรงพยาบาลมีแรงขายออกเช่นกัน

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง ประเมินว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัว โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐที่ยังมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากกำไรของตลาดหุ้นกับอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบ Selective Buy โดยเลือกหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้ากว่าตลาด รวมถึงหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูง และหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว
โดยหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคาร ได้แก่ TTB ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลประมาณ 3% สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ รวมถึง BBL, KBANK และ KTB

ส่วนกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ แนะนำ BDMS, BH รวมถึงหุ้นท่องเที่ยวและโรงแรมอย่าง CENTEL และ ERW ซึ่งคาดว่าผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2-3 จะปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเก็งกำไรตามปัจจัยเฉพาะ แนะนำหุ้นกลุ่มน้ำและน้ำตาล เช่น TTW, EASTW และ KSL เพื่อรับประโยชน์จากสภาพอากาศร้อนและความเสี่ยงของปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและความต้องการใช้น้ำในระยะต่อไป

ทั้งนี้จากการสำรวจของ "กรุงเทพธุรกิจ" พบว่า ข้อมูล NVDR ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประะเทศไทยครึ่งปีแรกของปี 2569 จำนวน 10 อันดับแรกที่ต่างชาติเข้ามาซื้อขายมากสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.ค.2569)  มีดังนี้ 

10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสูงสุด ได้แก่

1.PTTEP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 25,420.47 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 141.70 บาทต่อหุ้น 

2.KBANK มูลค่าซื้อสุทธิที่ 20,268.37 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 195.35 บาทต่อหุ้น 

3.PTT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 19,096.73 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 35.20 บาทต่อหุ้น 

4.KTB มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,962.02 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 33.28 บาทต่อหุ้น

5.DELTA มูลค่าซื้อสุทธิที่ 6,043.31 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 269.66 บาทต่อหุ้น

6.PTTGC มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,555.19 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 31.43 บาทต่อหุ้น

7.BBL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 5,083.39 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 168.59 บาทต่อหุ้น

8.TOP มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,821.75 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.68 บาทต่อหุ้น

9.CPALL มูลค่าซื้อสุทธิที่ 4,295.36 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 46.73 บาทต่อหุ้น

10.AOT มูลค่าซื้อสุทธิที่ 3,807.25 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 53.69 บาทต่อหุ้น


10 อันดับหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติขายสูงสุด ได้แก่

1.SCB มูลค่าขายสุทธิที่ 4,729.52 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 140.27 บาทต่อหุ้น 

2.CPF มูลค่าขายสุทธิที่ 3,517.98 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.90 บาทต่อหุ้น

3.TISCO มูลค่าขายสุทธิที่ 2,058.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 113.07 บาทต่อหุ้น 

4.MINT มูลค่าขายสุทธิที่ 1,802.87 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 22.82 บาทต่อหุ้น

5.COM7 มูลค่าขายสุทธิที่ 1,208.68 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 23.30 บาทต่อหุ้น

6.OR มูลค่าขายสุทธิที่ 965.30 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 12.89 บาทต่อหุ้น

7.BDMS มูลค่าขายสุทธิที่ 933.76 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 19.28 บาทต่อหุ้น

8.TIDLOR มูลค่าขายสุทธิที่ 708.51 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 17.13 บาทต่อหุ้น 

9.TRUE มูลค่าขายสุทธิที่ 531.27 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 13.28 บาทต่อหุ้น

10.MTC มูลค่าขายสุทธิที่ 448.21 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 30.94 บาทต่อหุ้น
ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยรอบ 3 ปี อัดเงิน 2.7 หมื่นล้าน โบรกชี้กำไร บจ.แกร่ง หนุน Flow ไหลต่อครึ่งปีหลัง