ดาวโจนส์บวกมากกว่า 100 จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ปิดงวดครึ่งปีแรกดีที่สุดในรอบ 5 ปี สำหรับไตรมาสที่สอง แนสแด็กและ S&P 500 ทำผลงานไตรมาสดีที่สุดตั้งแต่ปี 2020
สำนักข่าวซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกในวันอังคาร (30 มิ.ย.69) โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มชิป ในขณะที่วอลล์สตรีทปิดฉากช่วงครึ่งปีแรกและไตรมาสที่สองได้อย่างแข็งแกร่ง
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones บวกขึ้น 136.46 จุด หรือ 0.26% ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,319.20 จุด
ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.79% ปิดที่ 7,499.36 จุด
ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 1.52% ปิดที่ 26,213.72 จุด
การขยับตัวสูงขึ้นนี้ได้แรงหนุนสำคัญจากหุ้นกลุ่มชิป โดยหุ้น Nvidia บวกขึ้น 2.6%, หุ้นของ Advanced Micro Devices (หุ้นAMD) พุ่งขึ้น 7.7% และหุ้นของ Intel ขยับขึ้น 6% ส่งผลให้กองทุนรวมดัชนี VanEck Semiconductor ETF (SMH) พุ่งขึ้นมากกว่า 3% ทำให้ยอดรวมผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (Year-to-Date) ทะยานสูงถึง 82%
วันอังคารที่ผ่านมาถือเป็นวันสุดท้ายของครึ่งปีแรกและไตรมาสที่สอง โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 8.9% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ทำสถิติครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 (ซึ่งตอนนั้นพุ่งขึ้น 12.7%) ส่วน S&P 500 ขยับขึ้น 9.6% ในครึ่งปีแรก ขณะที่ดัชนี Nasdaq ทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดด้วยการพุ่งขึ้นมากกว่า 12% นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นขนาดเล็กอย่าง Russell 2000 พุ่งขึ้นเกือบ 22% ทำสถิติครึ่งปีแรกที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 1991
แนวโน้มตลาดเอเชีย-แปซิฟิก
ตลาดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีแนวโน้มที่จะเริ่มต้นซื้อขายในวันพุธได้อย่างแข็งแกร่ง
ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น มีแนวโน้มเปิดตลาดในแดนบวก โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) ในตลาดชิคาโกอยู่ที่ 71,130 จุด ส่วนสัญญาในตลาดโอซาก้าซื้อขายล่าสุดที่ 70,990 จุด เทียบกับดัชนีที่ปิดตลาดครั้งก่อนหน้า ณ ระดับ 70,062.32 จุด
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลีย อยู่ที่ 8,784 จุด เทียบกับระดับปิดครั้งก่อนที่ 8,778.7 จุด
สัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกง อยู่ที่ 22,990 จุด ซึ่งสูงกว่าระดับปิดครั้งก่อนที่ 22,881.02 จุด
หุ้นปรับขึ้นท่ามกลางความผันผวนของหุ้นเอไอ
ช่วงเริ่มต้นของปีมีลักษณะเด่นคือความผันผวน แม้ว่าดัชนีเฉลี่ยหลัก ๆ จะพุ่งทะลุจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time highs) แต่ก็เกิดขึ้นท่ามกลางราคาพลังงานที่แกว่งตัวอย่างรุนแรงเนื่องจากสงครามอิหร่าน ตลอดจนความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของการใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI
“สำหรับผม บทเรียนของครึ่งแรกของปี 2026 คือ ผลประกอบการ (Earnings) มีความสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด ยกเว้นอาจจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย” ทิม ฮอลแลนด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Orion กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไตรมาสที่สองของปีกลับเป็นช่วงที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษสำหรับตลาดหุ้น เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการซื้อขายในกลุ่ม AI เริ่มคลี่คลายลง และสงครามดูเหมือนจะใกล้บรรลุข้อตกลงข้อยุติ
S&P 500- Nasdaq โตแรงสุดในไตรมาส 2
ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq พุ่งขึ้น 14.9% และ 21.4% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2020 ขณะที่ดัชนี Dow Jones บวกขึ้น 12.9% ในช่วงเวลาดังกล่าว นับเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2022
หากไม่มีการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่านเพิ่มขึ้น ฮอลแลนด์คาดว่าตลาดกระทิงจะยังคงขยายวงกว้างต่อไปในช่วงที่เหลือของปี โดยนักลงทุนจะย้ายเงินเข้าไปยังพื้นที่ที่ราคาถูกกว่าในตลาดมากขึ้น
“โลกยังคงมุ่งเน้นไปที่การขยายงบลงทุน (Capex) และการซื้อขายในกลุ่ม AI ซึ่งผมคิดว่ามันก็สมควรแล้ว แต่ถ้าคุณเปิดดูไส้ในของตลาด สิ่งที่ทำผลงานได้ดีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน และอย่างน้อยก็ตลอดเดือนมิถุนายนด้วยก็คือ หุ้นคุณค่า (Value stocks) แทนที่จะเป็นหุ้นเติบโต (Growth stocks)” เขา กล่าว “อัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับที่สูงเล็กน้อย ซึ่งมักจะเป็นปัจจัยลบ (Headwind) สำหรับหุ้นเติบโตที่มีราคาสูง แต่มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยหนุน (Tailwind) สำหรับหุ้นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อสภาวะเศรษฐกิจและหุ้นในลักษณะใกล้เคียงกัน”
ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ดัชนีดัชนี Nasdaq 100 ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี พุ่งขึ้น 1.7% ในวันอังคาร โดยทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ปิดฉากไตรมาสนี้ด้วยผลงานที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Philadelphia Stock Exchange Semiconductor Index ก็พุ่งขึ้นถึง 3.9% ตอกย้ำการทำสถิติไตรมาสที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์
"ไตรมาสที่สองนี้ถูกครอบงำด้วยการพุ่งทะยานอย่างน่าทึ่งของหุ้นกลุ่มชิปและดัชนีหุ้นเทคโนโลยี รวมถึงการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ที่ฉุดให้เงินเยนร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ตลอดจนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวนซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์" แคธลีน บรูคส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ XTB กล่าว
นักลงทุนได้เฝ้าติดตามข้อมูลเศรษฐกิจในวันอังคาร รวมถึงตัวเลขตำแหน่งงานว่างของสหรัฐ ซึ่งเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในเดือนพฤษภาคม ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความต้องการแรงงานยังคงมีเสถียรภาพ ควบคู่ไปกับการเติบโตของยอดการจ้างงานเมื่อเร็ว ๆ นี้
ด้านความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในเดือนมิถุนายน โดยราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ดัชนีความเชื่อมั่นของ Conference Board เพิ่มขึ้น 0.6 จุด สู่ระดับ 91.2 หลังจากที่มีการปรับทบทวนตัวเลขของเดือนก่อนหน้าลดลง โดยตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Bloomberg อยู่ที่ 94.4
เกาะติดสถานการณ์อิหร่าน
การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน มีกำหนดจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในกาตาร์เมื่อวันอังคาร หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะยุติการตอบโต้โจมตีกันไปมาบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งอิหร่านยังไม่ได้ยืนยันรายละเอียดเกี่ยวกับรอบการเจรจาใหม่นี้
ในขณะเดียวกัน สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้ย้ำจุดยืนความตั้งใจที่จะควบคุมการจราจรทางทะเลผ่านน่านน้ำสำคัญดังกล่าว ซึ่งทำให้การเดิมพันก่อนการเจรจาที่กรุงโดฮาสูงยิ่งขึ้น
หุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่น
หุ้น AeroVironment Inc (บริษัทด้านความมั่นคงและโดรนการทหาร) พุ่งทะยานขึ้น 19% หลังจากรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 สูงกว่าที่คาดไว้
หุ้นของ Concentrix Corp (บริษัทผู้ให้บริการคอลเซ็นเตอร์) ดิ่งลงไป 11% หลังจากปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปีลง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องจับตา
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์สหรัฐ ปรับตัวขึ้นในวันอังคาร ท่ามกลางรายงานว่าคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) กำลังร่างกฎหมายห้ามนำเข้าอินเวอร์เตอร์ (Inverter) จากต่างประเทศ
Oppenheimer ปรับลดคำแนะนำหุ้นของ Goldman Sachs Group และ Morgan Stanley ลงเป็น "Underperform" (แนะนำให้ขายออกเนื่องจากคาดว่าผลงานจะแย่กว่าตลาด) จากเดิม "Market Perform" พร้อมทั้งปรับลดอันดับหุ้น Citigroup Inc และ Bank of America Corp ลงมาอยู่ที่ "Market Perform" หรือให้ผลตอบแทนพอๆกับตลาด โดยนักวิเคราะห์แนะนำให้ขายหุ้นธนาคารเพื่อการลงทุนเหล่านี้ และนำเงินทุนไปจัดสรรใหม่ในกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ทางเลือกอื่นที่มีราคาถูกกว่า
หุ้นของบริษัทผู้จัดหาอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พุ่งสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตชิปชั้นนำในเกาหลีใต้ ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในเชิงบวกให้กับนักลงทุน




