แนวโน้มผลประกอบการ AOT หรือ คาดว่าจะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงถัดไป โดยโมเมนตัมกำไรมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ขาขึ้นใน ไตรมาส 4 ปี 2569 จากปัจจัยสนับสนุนด้านรายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น และการเดินหน้ามาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรายได้ในธุรกิจการบิน รวมถึงแผนปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมในอนาคต
ระวีนุช ปิยะเกรียงไกร นักวิเคราะห์อาวุโส บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมนักวิเคราะห์ ผู้บริหารของ AOT ได้กล่าวถึงแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการรายได้ของธุรกิจการบิน โดยภายหลังจากการปรับขึ้นค่า PSC ขาออกระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา AOT กำลังศึกษาอีก 2 มาตรการ ได้แก่
1) การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและจอดอากาศยาน 9% ของรายได้รวม ซึ่งไม่ได้มีการปรับมาตั้งแต่ปี 2551 และปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราค่าธรรมเนียมต่ำกว่าคู่แข่งในภูมิภาคราว 30-50%
โดย AOT คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาราว 6 เดือน จากนั้นจะยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาและเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อขออนุมัติ ตามด้วยการแจ้งล่วงหน้า 4 เดือนก่อนเริ่มดำเนินการ
2) การจัดเก็บค่า PSC สำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transit/transfer ซึ่งมีจำนวน 4.9 ล้านคน ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม AOT คาดว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลานานกว่า เนื่องจากต้องมีการแก้ไขกฎหมาย เพราะประเทศไทยไม่เคยจัดเก็บค่าธรรมเนียมส่วนนี้ แต่เป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานทั่วโลก
นอกจากนี้ AOT คาดว่าโครงการผู้ให้บริการภาคพื้นและคลังสินค้ารายที่ 3 ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งบริษัท บริการภาคพื้น ท่าอากาศยานไทย จำกัด (AOTGA, AOT ถือหุ้น 49%) เป็นผู้ชนะการประมูล จะได้รับอนุมัติจาก ครม. ภายในระยะเวลาใกล้นี้
อย่างไรก็ตาม แผนขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารมีความชัดเจนมากขึ้น ตอกย้ำแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว AOT ได้กล่าวถึงแผนแม่บทในการขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากปัจจุบันที่ 116 ล้านคนต่อปี เป็น 211 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2588 โครงการที่คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในระยะสั้น ได้แก่ โครงการขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออกของสนามบินสุวรรณภูมิ และโครงการพัฒนาสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 เราเชื่อว่าการปรับขึ้นค่า PSC จะทำให้ AOT มีกระแสเงินสดเพียงพอสนับสนุนการลงทุนเหล่านี้โดยไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่มเติมอย่างน้อยในอีก 5 ปีข้างหน้า
โดยหลังจาก AOT ปรับขึ้นค่า PSC บริษัทมีความพร้อมในการลงทุนมากขึ้น ซึ่งเรามองว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่โครงการจะล่าช้าได้อย่างมีนัยสำคัญ และจะทำให้ AOT สามารถขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในอนาคตได้ตามแผนเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการที่เพิ่มขึ้น และตอกย้ำแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ การปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น OUTPERFORM จาก NEUTRAL แม้เราคาดว่ากำไรไตรมาส 3 ของปี 2569 จะอ่อนแอจากผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน แต่เชื่อว่าโมเมนตัมกำไรของ AOT จะกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในไตรมาส 4 ของปี 2569 และเติบโตก้าวกระโดดที่ 57% ในปี 2570 หลักๆ เกิดจากการปรับขึ้นค่า PSC
นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่ออัพไซด์ของกำไรซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรเชิงโครงสร้าง ในขณะที่การขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารที่ดำเนินการอยู่นั้นจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว เราปรับราคาเป้าหมายของ AOT เพิ่มขึ้นเป็น 72 บาท จาก 58 บาท เพื่อสะท้อนถึง
1) การปรับประมาณการกำไรตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปเพิ่มขึ้น 2-4% โดยได้แรงหนุนจากการดำเนินงานของ AOTGA (AOT จะได้รับค่าสัมปทานและรับรู้ผลการดำเนินงานตามสัดส่วนการถือหุ้น 49%)
2) การปรับฐานที่ใช้ประเมินมูลค่าจากสิ้นปี 2569 เป็นกลางปี 2570 และ
3) การปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการเติบโตระยะยาวจาก 1.5% เป็น 2% โดยใช้ WACC ที่ 8%
ปัจจุบันหุ้น AOT ซื้อขายที่ PE 48 เท่า ในปี 2569 ซึ่งจะลดลงมาอยู่ที่ 30 เท่า ในปี 2570 เมื่อรับรู้ผลจากการปรับขึ้นค่า PSC เต็มปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง (36 เท่า) อัพไซด์ของกำไร ได้แก่ การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและจอดอากาศยานอีก 30-50% เราประเมินว่า กำไรจะปรับขึ้นได้อีก 6-9% (อิงกับประมาณการกำไรปี 2570) และการเริ่มเก็บค่า PSC สำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (transit/transfer) ซึ่งหากใช้สมมติฐานค่าธรรมเนียม 100 บาทต่อคน เราประเมินว่ากำไรปรับขึ้นได้อีก 1%



