ในงาน Thailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth ภายใต้แนวคิด “พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง” ในหัวข้อ “Fireside Chat | ถอดสูตรลับ พอร์ตพันล้าน” จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” โดยมี “2 นักลงทุนรายใหญ่” มาให้มุมมองการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่ง
นายทิวา ชินธาดาพงศ์ นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า คนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวล้วนมี “ความเชื่อมั่น” ในตัวเอง แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “ที่มาของความเชื่อ” โดยผู้ที่ประสบความสำเร็จเชื่อจากการศึกษาข้อมูลและทำการบ้านอย่างหนัก ขณะที่ผู้ล้มเหลวมักเชื่อตามกระแสหรือผู้อื่น
ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจธุรกิจจะช่วยให้นักลงทุนรับมือกับตลาดผันผวนได้ เพราะเมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงจะมองเห็นโอกาสสะสมเพิ่ม ต่างจากผู้ที่ขาดความเชื่อมั่นซึ่งมักขายหุ้นในจุดต่ำสุด
ทั้งนี้ การสร้างความมั่งคั่งต้องอาศัยการลงทุนระยะยาว 10-20 ปี เพื่อให้ผลตอบแทนทบต้นทำงานอย่างเต็มที่ โดยหากสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 26% ต่อปี ต่อเนื่อง 20 ปี เงินลงทุนจะเติบโตเพิ่มขึ้น
สำหรับบทเรียนที่สำคัญที่สุดจากประสบการณ์การลงทุนจะไม่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองไม่เชื่อ แม้จะเป็นหุ้นหรือสินทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยมก็ตาม เพราะหากขาดทุนจากการลงทุนตามกระแสจะไม่เพียงสูญเสียเงิน แต่ยังสูญเสียความมั่นใจและความสุขจากการลงทุนด้วย
“ถ้าลงทุนในสิ่งที่เราเชื่อแล้วได้กำไร เราจะได้ทั้งเงิน ความมั่นใจ และความสุข แต่ถ้าลงทุนในสิ่งที่ไม่เชื่อแล้วขาดทุน เราจะเสียทั้งเงินและรู้สึกแย่ซ้ำสอง”
สำหรับการลงทุนต่างประเทศ มองว่าตลาดหุ้นจีนยังเป็นโอกาสที่น่าสนใจ เพราะผลตอบแทนที่ดีมักเกิดจากการมองเห็นคุณค่าในช่วงที่คนส่วนใหญ่มองข้าม โดยเชื่อว่าพื้นฐานเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจีนยังแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดรับรู้
นอกจากนี้ ความสำเร็จในการลงทุนและการใช้ชีวิตต้องอาศัย 3 แนวคิดสำคัญ ได้แก่ การมีเหตุผล การขยัน และการมีสติ เพราะในยุคที่ AI ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีสติจะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น
นางสาวธนพร เจียรนัยกุลวานิช นักลงทุนและเจ้าของเพจ Stock JourNoey กล่าวว่า ความผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นผิด แต่เกิดจากวิธีคิด (Mindset) ที่เร่งสร้างผลตอบแทนจนรับความเสี่ยงเกินตัว เปลี่ยนแผนการลงทุนบ่อย และไล่ตามกระแสตลาด ทั้งที่ยังใช้วิธีคิดและพฤติกรรมแบบเดิม จึงยากที่จะสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง
นอกจากนี้อีกปัญหาที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยออกจากตลาดเร็วเกินไปเมื่อพอร์ตขาดทุน ทั้งที่การสร้างความมั่งคั่งต้องอาศัยเวลาและพลังของผลตอบแทนทบต้น โดยควรลงทุนอย่างน้อย 10 ปี เพื่อให้ผ่านทุกวัฏจักรของตลาดและเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเติบโต
ทั้งนี้ เคยเผชิญภาวะพอร์ตลงทุนปรับตัวลงกว่า 20% ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นผิด แต่ทว่าเป็นผลจากความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป หลังทำกำไรได้ต่อเนื่องหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม แทนที่จะโทษภาวะตลาดหรือเศรษฐกิจ แต่ทว่าเลือกกลับมาทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเอง โดยเน้นย้ำว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เก่งที่สุด แต่ให้รางวัลกับคนที่สามารถอยู่รอดในตลาดได้ยาวนานที่สุด แม้จะขาดทุนก็ต้องยังเหลือทั้งเงินทุนและกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนมองหุ้นเสมือนการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่มองเพียงราคาหุ้น ซึ่งควรถามตัวเองว่า หากตลาดหุ้นปิดไป 3 ปี ยังอยากถือธุรกิจนั้นอยู่หรือไม่ หรือธุรกิจมีศักยภาพเติบโตอย่างไร และผู้บริหารมีวิสัยทัศน์เพียงใด พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการคัดเลือกหุ้น และใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะเข้าลงทุนที่เหมาะสม
สำหรับหุ้นในธีม AI เตือนว่า นักลงทุนควรแยกให้ออกระหว่างการซื้อธุรกิจ กับซื้อความคาดหวัง โดยควรพิจารณาว่าบริษัทนั้น ๆ รายได้จาก AI มีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด และการเติบโตนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่
ส่วนกรณีมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท หากเป็นนักลงทุนวัยหนุ่มสาวที่มุ่งสร้างความมั่งคั่งระยะยาว แนะนำให้เน้นลงทุนในสินทรัพย์เติบโต แต่ทว่าควรสำรองเงินสดไว้ราว 40% เพื่อรอโอกาสเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐานหรือเกิดวิกฤติ
สุดท้ายอยากฝากข้อคิดถึง “นักลงทุนรุ่นใหม่” ว่า ไม่ควรเปรียบเทียบพอร์ตของตัวเองกับผู้อื่น เพราะสิ่งที่เห็นเป็นเพียงผลลัพธ์ไม่ใช่เส้นทางหรือช่วงเวลาที่อีกฝ่ายเผชิญกับการขาดทุน การลงทุนเป็นการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ควรเร่งสร้างผลตอบแทนจนรับความเสี่ยงเกินตัว และควรลงทุนในตัวเองควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้น เพราะความรู้และทักษะคือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว


