นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าผลตอบแทนที่ดีเกิดจากการเลือกหุ้นที่ถูกต้อง แต่ในความเป็นจริง ความผิดพลาดส่วนใหญ่กลับเริ่มต้นจาก "วิธีคิด" ที่เร่งสร้างผลตอบแทน รับความเสี่ยงเกินตัว และตัดสินใจออกจากตลาดเร็วเกินไป ทั้งที่การสร้างความมั่งคั่งต้องอาศัยวินัย ระยะเวลา และการพัฒนาตัวเองควบคู่ไปกับการลงทุน
ในงาน Thailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth ภายใต้แนวคิด "พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง" จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2569
ธนพร เจียรนัยกุลวานิช (เนย) นักลงทุนและเจ้าของเพจ Stock JourNoey กล่าวในหัวข้อ "Fireside Chat | ถอดสูตรลับ พอร์ตพันล้าน" ว่า ความผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นผิด แต่เกิดจากวิธีคิดหรือ Mindset ที่นำไปสู่การตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งนักลงทุนมักอยากไปถึงเป้าหมายเร็วเกินไป
เมื่อเห็นคนอื่นทำกำไรได้ก็รู้สึกว่าตัวเองช้าจนเร่งสร้างผลตอบแทน รับความเสี่ยงเกินกำลังทำให้เปลี่ยนแผนการลงทุนบ่อย หรือไล่ตามกระแสตลาด
ขณะเดียวกันหลายคนตั้งเป้าหมายใหญ่ แต่ทว่ายังใช้วิธีคิดและพฤติกรรมแบบเดิมจึงไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่างได้
นอกจากนี้อีกปัญหาที่พบได้ว่า นักลงทุนจำนวนไม่น้อยออกจากตลาดเร็วเกินไปเมื่อพอร์ตติดลบ ทั้งที่การสร้างความมั่งคั่งต้องอาศัยระยะเวลาและพลังของดอกเบี้ยทบต้น โดยมองว่าการลงทุนควรอยู่ในตลาดอย่างน้อย 10 ปี เพื่อให้ผ่านทุกวัฏจักรของตลาดและเปิดโอกาสให้เงินลงทุนเติบโต
สำหรับการตั้งเป้าหมายส่วนตัว "เนย" เล่าว่า เคยได้รับคำทำนายว่าจะทำเป้าหมายจาก 100% ได้เพียง 80% จึงตัดสินใจตั้งเป้าหมายใหม่ไว้ที่ 125% เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ 100% หากต้องมีความผิดพลาดก็ยังบรรลุเป้าหมายเดิม
ทั้งนี้วิธีคิดดังกล่าวทำให้ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้น ทั้งการอ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้ วางแผนอย่างเป็นระบบ และลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพของตนเองอยู่ตลอดเวลา
"เนย" ยังเล่าต่อไปอีกว่า เคยเผชิญภาวะพอร์ตลงทุนปรับตัวลงกว่า 20% ซึ่งไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นผิด แต่ทว่าเป็นผลจากความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป หลังทำกำไรได้ต่อเนื่องหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม แทนที่จะโทษภาวะตลาดหรือเศรษฐกิจ
แต่ทว่าเลือกกลับมาทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเอง โดยเน้นย้ำว่าตลาดหุ้นไม่ได้ให้รางวัลกับคนที่เก่งที่สุด แต่ให้รางวัลกับคนที่สามารถอยู่รอดในตลาดได้ยาวนานที่สุด แม้จะขาดทุนก็ต้องยังเหลือทั้งเงินทุนและกำลังใจที่จะเดินหน้าต่อไปได้
ส่วนในด้านกลยุทธ์การลงทุน "เนย" แนะนำให้นักลงทุนมองหุ้นเสมือนการเป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่ใช่มองเพียงราคาหุ้น ซึ่งควรถามตัวเองว่า หากตลาดหุ้นปิดไป 3 ปี ยังอยากถือธุรกิจนั้นอยู่หรือไม่ หรือธุรกิจมีศักยภาพเติบโตอย่างไร และผู้บริหารมีวิสัยทัศน์เพียงใด
พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานในการคัดเลือกหุ้น และใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อหาจังหวะเข้าลงทุนที่เหมาะสม
สำหรับหุ้นในธีม AI เตือนว่า นักลงทุนควรแยกให้ออกระหว่างการ "ซื้อธุรกิจ" กับ "ซื้อความคาดหวัง" โดยควรพิจารณาว่าบริษัทนั้น ๆ รายได้จาก AI มีสัดส่วนมากน้อยเพียงใด และการเติบโตนั้นมีความยั่งยืนหรือไม่
ส่วนกรณีมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท หากเป็นนักลงทุนวัยหนุ่มสาวที่มุ่งสร้างความมั่งคั่งระยะยาว แนะนำให้เน้นลงทุนในสินทรัพย์เติบโต แต่ทว่าควรสำรองเงินสดไว้ราว 40% เพื่อรอโอกาสเข้าลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับฐานหรือเกิดวิกฤต
สุดท้าย "เนย" ฝากข้อคิดถึงนักลงทุนรุ่นใหม่ว่า ไม่ควรเปรียบเทียบพอร์ตของตัวเองกับผู้อื่น เพราะสิ่งที่เห็นเป็นเพียงผลลัพธ์ไม่ใช่เส้นทางหรือช่วงเวลาที่อีกฝ่ายเผชิญกับการขาดทุน การลงทุนเป็นการแข่งขันกับตัวเอง ไม่ควรเร่งสร้างผลตอบแทนจนรับความเสี่ยงเกินตัว และควรลงทุนในตัวเองควบคู่ไปกับการลงทุนในหุ้น เพราะความรู้และทักษะคือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ในระยะยาว


