เศรษฐกิจและการลงทุนทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน ทั้งจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก และการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับแนวคิดจากการมุ่งหาผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การจัดพอร์ตที่สามารถรับมือกับความผันผวนและสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
พงศกร พูนิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จำกัด กล่าวในงานThailand Investment Forum 2026 | The Resilience of Wealth ภายใต้แนวคิด "พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง" ในหัวข้อ "ทางเลือก ทางรอด ยุคสินทรัพย์ผันผวน" จัดโดย "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจัยสำคัญที่กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกมีอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งสินค้า ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวดันราคาพลังงานและเงินเฟ้อให้กลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน โลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคของการแบ่งขั้วทางการค้าจากการตั้งกำแพงภาษีและมาตรการกีดกันทางการค้าที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้การกระจายการลงทุนและการบริหารพอร์ตมีความซับซ้อนมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่เปลี่ยนโฉมโลกการลงทุนจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันอย่างก้าวกระโดดจนธุรกิจที่เคยเป็นผู้ชนะในอดีตอาจสูญเสียความได้เปรียบในเวลาอันรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากความผันผวนดังกล่าวนักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญกับ "กับดักการลงทุน" ทั้งข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามาตลอด 24 ชั่วโมงจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือสัญญาณที่สำคัญ รวมถึงการปรับพอร์ตไม่ทันต่อเหตุการณ์ ความลังเลในการตัดสินใจช่วงตลาดปรับฐาน และการวิ่งไล่ตามกระแสการลงทุนใหม่ ๆ จนเสี่ยงซื้อสินทรัพย์ในระดับราคาที่สูงเกินไป
พงศกร กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเสนอแนวทางจัดพอร์ตโดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น 90/10 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการรักษาเงินต้นและการสร้างผลตอบแทน โดยแบ่งออกเป็น 90% แรกเป็น Core Portfolio ที่เน้นการคุ้มครองเงินต้นและความเสี่ยงต่ำ เพื่อให้เงินโตอย่างยั่งยืน ตัวอย่างกองทุนที่น่าสนใจ K-TRE และ SCBGEAR: เน้นกลยุทธ์ Absolute Return แบบ Long-Short หุ้น เพื่อจำกัดผลขาดทุนสูงสุดไม่ให้เกิน 5% แต่คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวประมาณ 7-8% ต่อปี รวมถึงกองทุน MP-INFRA-UI ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอมีการคืนเงินต้นและปันผลสม่ำเสมอประมาณ 8.5% ต่อปี แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่องในปีแรก
ส่วนโอกาส 10% เป็นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มโดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญคัดเลือกธีมการลงทุนที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต อาทิ AI, Data Center, Quantum Technology, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รวมถึงสินทรัพย์ต้นน้ำอย่างทองแดง และแร่หายาก ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเมกะเทรนด์โลก
อย่างไรก็ตามเป้าหมายของการลงทุนในยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่คือการสร้างพอร์ตที่มั่นคงและยั่งยืน และการปกป้องความมั่งคั่ง เพื่อคืนอิสระด้านเวลาให้กับนักลงทุน และเพื่อไม่ต้องใช้ชีวิตไปกับการเฝ้าตลาดหรือกังวลกับข่าวเศรษฐกิจและสงครามตลอดเวลา แต่ทว่าสามารถปล่อยให้เงินทำงานแทน


