วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ไพบูลย์- FETCO’ กางความเสี่ยง 6 ด้าน ชี้ช่องไทยใช้ ‘ความเป็นกลาง‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทอง

“ระเบียบโลกใหม่” ที่เปลี่ยนผ่านจากยุคการค้าเสรีมาสู่ยุคที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยที่สร้างความสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจโลก เช่น การแบ่งขั้วอำนาจ ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ปัญหาห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากความเน้นประสิทธิภาพมาเป็นความมั่นคงแทน  

อีกทั้งสถานการณ์ปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทยและการลงทุนอย่างไรนั้น

ในงานสัมมนา  “Thailand Investment Forum 2026“ The Rasilence of Wealth พลิกกลยุทธ์ ฝ่าโลกป่วน สร้างความมั่งคั่ง จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ นายไพบูลย์ นลินทรางฎร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวถึง Global Outlook ความเสี่ยงเศรษฐกิจ ยุคโลกไร้ระเบียบ ว่า  ในปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคโลกไร้ระเบียบ ที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น มีความเสี่ยงหลัก 6 ด้าน ที่ต้องเผชิญ คือ 1.ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงและกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร 2.การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี 3.ห่วงโซ่อุปทาน  ที่พร้อมจะหยุดชะงักได้ทุกเมื่อ

4.สงครามการค้า ที่ยังไม่สมดุลและจบลงได้ยาก  5. China shock 2.0 ที่บีบให้ธุรกิจต้องกระจายความเสี่ยงออกจากจีน และ 6. หนี้สาธารณะ ทั่วโลกที่พุ่งสูงจนน่ากังวล  ทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนโลกจากการเน้น ประสิทธิภาพ ไปสู่การให้ความสำคัญกับ ความมั่นคง และต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จาก Just-in-Time มาเป็น Just-in-Case เพื่อความอยู่รอด

‘ไพบูลย์- FETCO’ กางความเสี่ยง 6 ด้าน ชี้ช่องไทยใช้ ‘ความเป็นกลาง‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาสทอง

อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้ นายไพบูลย์  มองว่า ยังโอกาสทางธุรกิจ สำหรับประเทศที่มี    "ความเป็นกลาง“อย่างประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ   ท่ามกลางในมิติของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการขาดดุลการค้ามหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีจีนเป็นผู้ได้ดุลในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน ความไม่พอใจนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มองว่าการขาดดุลการค้าคือการถูกเอาเปรียบ ซึ่งต่างจากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

“ตราบใดที่ทรัมป์ยังมองว่าประเทศที่ได้ดุลจากเขา ถือว่ามาเอาเปรียบ ถ้าเขายังมองว่าการขาดดุล คือการขาดทุน  ดังนั้นมองว่าสงครามการค้าเป็นอะไรที่เรามองข้ามไม่ได้เช่นกัน”

ประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ในยุค Globalization อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 2% แต่ปัจจุบันมีความพยายามจะดีดตัวเลขนี้กลับไปใกล้เคียงกับยุค Great Depression ที่ระดับเกือบ 20% ซึ่งไทยเองก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากในฐานะ 1 ใน 16 ประเทศที่สหรัฐฯ กำลังจับตามองผ่านมาตรา 301 (Section 301)

ขณะที่  โลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า China Shock 2.0 ซึ่งอันตรายกว่ารอบแรกในปี 2001 ในอดีตจีนเข้าสู่ WTO โดยนำเข้าวัตถุดิบมาประกอบแล้วส่งออก ทำให้โลกยังได้ประโยชน์ แต่ในปัจจุบัน จีนมีส่วนแบ่งตลาดส่งออกสูงถึง 16% ขณะที่ยอดการนำเข้านิ่งสนิท เนื่องจากจีนหันมาใช้ "Domestic Content" หรือวัตถุดิบในประเทศแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ การอุดหนุนจากภาครัฐของจีน ทั้งในรูปเงินสด ภาษี และสินเชื่อราคาถูก ที่สูงกว่ากลุ่มประเทศ OECD อย่างเห็นได้ชัด กำลังสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรม มองว่า สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือการที่สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้าสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee และ Lazada ซึ่งไทยอาจยังไม่มีมาตรการกีดกันที่เข้มงวดพอ

นอกจากนี้ ระเบียบโลกใหม่นี้มาพร้อมกับภาวะหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้น จาก 60% เมื่อ 25 ปีที่แล้ว สู่ 100% ของ GDP โลกในปัจจุบัน โดยประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฯ จีน อิตาลี และญี่ปุ่น ต่างมีหนี้ในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจทำให้ขาด "กระสุน" ในการใช้นโยบายการคลังหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่

”เงินเฟ้อต้องสูงกว่าในอดีต อัตราดอกเบี้ยต้องสูงขึ้น ผลิตภาพลดลงอยู่แล้ว และการเติบโตเศรษฐกิจต้องช้าลงกว่าเดิม“ 

ดังนั้นนักลงทุนเตรียมพร้อมรับมือกับ ความผันผวน โดยการรับฟังมุมมองที่หลากหลายเพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมในสภาวะเศรษฐกิจที่คาดเดาได้ยากนี้

นายไพบูลย์ ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า  โลกยังมีความหวังจากการปฏิวัติดิจิทัลและ AI ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผลการศึกษาในสหรัฐฯ พบว่าบริษัทที่ใช้ AI สามารถเพิ่ม Output ต่อพนักงานได้ปีละ 2-3% แม้ AI จะยังไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบก็ตาม

สำหรับนักลงทุน การมอง AI ต้องมองให้ครบทั้ง Ecosystem ตั้งแต่เลเยอร์พลังงาน (Energy), ชิป (Chips), โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure), โมเดล (Model) ไปจนถึงแอปพลิเคชัน (Applications)  มองว่า เลเยอร์ที่น่าสนใจในขณะนี้คือ พลังงาน (โดยเฉพาะนิวเคลียร์) และ Infrastructure (Data Center) เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังคงเร่งลงทุนแข่งขันกันอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งท่ามกลางความขัดแย้งประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญคือ "ความเป็นกลาง" ที่ไม่ต้องเลือกข้าง, รัฐบาลปัจจุบันตั้งเป้าหมายเชิงรุกเพื่อยกระดับประเทศสู่รายได้สูงภายใน 12 ปี และดัน GDP ให้โต 3% ภายใน 4 ปี ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้ถึง 30% ของ GDP

ในส่วนของตลาดทุนหุ้นไทยในปีนี้มีความน่าสนใจปรับตัวขึ้น 22% ดีกว่าหุ้นโลก  9%  และด้วย PE ที่ประมาณ 12 เท่า หากไม่รวมหุ้น DELTA ซึ่งถือว่าไม่แพง นอกจากนี้ยังมี 2 โครงการสนับสนุน ที่จะช่วยสร้างสภาพคล่องและมูลค่าให้ตลาดหุ้นไทย 

คือ 1. โครงการ SET Plus (Value Up) โครงการเพิ่มมูลค่าธุรกิจตามแบบอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี เพื่อให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนเข้มแข็งขึ้น  และ 2.โครงการ  TISA  โครงการออมเงินในตลาดหุ้นระยะยาวแบบถาวร คล้าย LTF เดิม ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในเร็ว

“ยุคโลกไร้ระเบียบเช่นนี้ ไทยน่าจะมีโอกาส ถ้าเราคว้าโอกาสนี้มาได้ แม้การลงทุนจะไม่ง่ายเหมือนเดิม มีความซับซ้อนขึ้น แต่หากเลือกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน หรือกลุ่ม Old Economy ที่ราคาถูกและมีปันผลดี ก็ยังเป็นโอกาสทองสำหรับนักลงทุนไทย”