ตลาดการเงินโลก ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจเผชิญความผันผวนครั้งใหญ่จากความเสี่ยงของ "Yen Carry Trade" ที่มีโอกาสพลิกกลับ หรือ Unwinding ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์ทั่วโลก หากธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือรัฐบาลญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงค่าเงินเยน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลไหลกลับประเทศ
ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ TNITY เปิดเผยในงานสัมมนา "Outlook for 2H26 : Global Knowledge in Your Hand" ว่า ประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาในช่วงครึ่งปีหลังไม่ใช่เพียงทิศทางเศรษฐกิจหรือสงครามการค้า แต่รวมถึงความเสี่ยงจากการคลายสถานะ Yen Carry Trade ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินทั่วโลก
โดยเงินเยนยังคงเป็น Funding Currency หรือสกุลเงินที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมกู้ยืมมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนดอกเบี้ยต่ำ ก่อนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์เสี่ยงในหลายประเทศ โดยคาดว่ามีเม็ดเงินที่หมุนเวียนอยู่ในกลไกดังกล่าวสูงถึง 4-5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักลงทุนทั่วโลกมีการเปิดสถานะ Short เงินเยน อยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงปี 2567 จากความเชื่อว่าเงินเยนจะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเปราะบางของตลาด หากทิศทางค่าเงินเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
"ระดับค่าเงินที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดอยู่ที่ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจรวมถึงบริเวณ 170 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นและ BOJ อาจเริ่มเข้าดูแลค่าเงินเพื่อสกัดการอ่อนค่าที่รุนแรงและลดแรงเก็งกำไร"
ทั้งนี้หากเกิดการแทรกแซงหรือ BOJ ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เงินเยนอาจแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจะส่งผลให้นักลงทุนที่เคยกู้เงินเยนไปลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกต้องเร่งปิดสถานะและนำเงินกลับมาชำระหนี้ หรือที่เรียกว่า Unwinding Yen Carry Trade ซึ่งจะนำไปสู่แรงขายสินทรัพย์ในวงกว้าง
"หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้น จะเห็นการขายสินทรัพย์ทั่วโลกพร้อมกัน ทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งปีหลัง"
สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่น แม้ในช่วงต้นปีจะให้ผลตอบแทนโดดเด่นถึง 37.9% จากแรงหนุนของแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน แต่ทว่าในระยะต่อไปยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ อย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ มองว่า BOJ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงเดือนธ.ค.2569 ซึ่งจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นจากปัจจุบันที่เริ่มเห็นผลตอบแทนอยู่เหนือระดับ 2% ซึ่งการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรจะเป็นแรงจูงใจให้เงินทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในต่างประเทศทยอยไหลกลับเข้าประเทศ ทั้งในตลาดหุ้น อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนประเภทอื่น ส่งผลให้สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มลดลง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนดังกล่าวแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการจัดพอร์ต โดยถือเงินสดไว้ประมาณ 25-40% เพื่อรองรับความผันผวนและเตรียมสภาพคล่องสำหรับเข้าลงทุน หากตลาดเกิดภาวะตื่นตระหนกและปรับฐานจากแรงขายครั้งใหญ่
นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย-ก.ย.2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีวัดความผันผวนของตลาด (VIX Index) มักปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนควรเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive หรือหุ้นที่มีค่า Beta ต่ำ ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดโดยรวม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน
ทั้งนี้ แม้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นจะเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุนในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเร่งให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนครั้งใหญ่ในตลาดโลก ดังนั้นนักลงทุนจึงควรติดตามทิศทางค่าเงินเยน รวมถึงการดำเนินนโยบายของ BOJ และการเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนโลกอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยดังกล่าวอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดการเงินในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้


