แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะยังเต็มไปด้วยความผันผวนจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและแรงกดดันในประเทศ แต่ทว่าท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ไม่ง่าย ยังมีหุ้นในดัชนี SET100 หลายตัวที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นแบบเหนือความคาดหมาย โดยบางบริษัทสามารถปรับตัวขึ้นเกิน 100% ซึ่งแรงหนุนของหุ้นเหล่านี้มาจากหลายปัจจัย ทั้งผลประกอบการที่ฟื้นตัวชัดเจน ธีมการลงทุนเฉพาะตัว ไปจนถึงกระแสเก็งกำไรและเม็ดเงินที่ไหลเข้าหุ้นรายตัวอย่างคึกคักจากหุ้นที่เคยถูกมองข้ามกลับกลายเป็น “ดาวเด่น” ของตลาดในปีนี้
“กรุงเทพธุรกิจ” ชวนสำรวจ 6 หุ้นใหญ่ใน SET100 ที่ราคาพุ่งทะยานเกิน 100% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ว่ามีตัวไหนบ้าง และอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้หุ้นเหล่านี้วิ่งแรงกว่าตลาด
1.บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) STECON ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจสาธารณูปโภคพื้นฐานและพลังงาน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการขนส่ง
- ภาคภูมิ ศรีชำนิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม/กรรมการผู้จัดการใหญ่
- ราคา YTD บวก 180.31%
- ราคา 3 เดือน 60.36%
- ราคา 1 เดือน บวก 25.35%
- มาร์เก็ตแคป 27,040 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.73%
- เงินปันผล YTD 3.06%
อาทิตย์ จันทร์สว่าง ผู้อำนวยการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า ไทยกำลังเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 10 ปี จากการเร่งลงทุนพร้อมกันของภาครัฐ เอกชน และต่างชาติ เพื่อรองรับการเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งจะหนุนการลงทุนในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้อง ทั้ง Data Center โรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคขนาดใหญ่
ทั้งนี้ คาดว่า กำลังการรองรับ Data Center ในไทยจะเพิ่มกว่า 4 เท่า จากราว 770MW ในปีนี้ สู่ 2,930MW ในปี 2031 คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 9 แสนล้านบาท และเมื่อรวมกับโครงการรัฐและการลงทุนภาคอื่น ๆ จะทำให้เกิดเม็ดเงินลงทุนรวมในระบบ ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท
โดยหุ้นเด่นที่ได้ประโยชน์มากสุดคือ STECON เพราะมีจุดแข็งจากการเป็นผู้รับเหมารายเดียวที่มี Track Record งานก่อสร้าง Data Center ทำให้มีโอกาสรับงานใหม่สูงกว่าคู่แข่ง โดยปัจจุบันมี Backlog 123,264 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดใหม่ และอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของรอบขาขึ้นครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม คำแนะนำSTECON ให้ราคาเป้าหมายปี 2026 ที่ 20.60 บาท ด้วยวิธี SOTP มีอัพไซด์ราว 19% พร้อมมองว่าตลาดยังไม่สะท้อนมูลค่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเต็มที่ และมีโอกาสเห็น Valuation Re-rate หากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่เดินหน้าต่อเนื่อง
2.บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) HANA ให้บริการผลิตผลิตภัณฑ์อิเล็คทรอนิกส์แบบครบวงจร
- ริชาร์ด เดวิด ฮัน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- ราคา YTD บวก 131.60%
- ราคา 3 เดือน บวก 59.96%
- ราคา 1 เดือน บวก 7.09%
- มาร์เก็ตแคป 33,423 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 103 ล้านบาท ลดลง 78.35%
- เงินปันผล YTD 2.65%
นภนต์ ใจแสน นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน เปิดเผยว่า ตลาดเริ่มรับรู้ Story ด้าน AI ของ HANA แล้ว แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อจากนี้คือ รายได้และกำไรที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะจาก 2 โครงการหลัก ได้แก่ Phononic และการผลิต PCBA สำหรับอุปกรณ์ทดสอบ Optical Transceiver ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดขึ้นในปี 2570
อย่างไรก็ตาม กำไรปี 2569 ยังขับเคลื่อนจากการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมเป็นหลัก มากกว่า AI โดยหลายธุรกิจเริ่มฟื้นตัว ทั้งโรงงาน OSAT ที่อยุธยา, ธุรกิจ IC ที่ Jiaxing, โรงงานใน กัมพูชา และธุรกิจ EMS ในจีน ทำให้คาดว่ากำไรหลักไตรมาส 2/69 จะฟื้นตัวมาอยู่ที่ 200–250 ล้านบาท และกำไรหลักทั้งปี 2569 ที่ 964 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY
สำหรับปี 2570 หากโครงการ AI เดินหน้าได้ตามแผน คาดว่าจะสร้างรายได้รวมราว 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8% ของยอดขายรวม และช่วยเพิ่มกำไรได้อีกราว 10-15% จากกรณีฐาน แต่ประเด็นสำคัญคือ HANA ยังอยู่ในห่วงโซ่การผลิตปลายน้ำ จึงต้องติดตามว่าบริษัทจะสามารถสร้าง มาร์จิ้น จากธุรกิจ AI ได้ดีแค่ไหน
ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ราคาเป้าหมาย 42 บาท เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันสะท้อนทั้งการฟื้นตัวของธุรกิจเดิมและความคาดหวังต่อ AI ไปมากพอสมควรแล้ว ดังนั้นจากนี้ตลาดจะให้น้ำหนักกับ ตัวเลขผลประกอบการจริง มากกว่าการเล่า Story เพียงอย่างเดียว
3.บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) TFG ประกอบธุรกิจหลักเกี่ยวกับการผลิตไก่และจำหน่ายไก่สด แช่เย็นและแช่แข็งและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไก่ ผลิตและจำหน่ายสุกร และผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์
- เพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- ราคา YTD บวก 115.25%
- ราคา 3 เดือน บวก 31.51%
- ราคา 1 เดือน บวก -2.54%
- มาร์เก็ตแคป 56,993 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 2,047 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.51%
- เงินปันผล YTD 7.15%
นักวิเคราะห์ บล. กรุงศรี เปิดเผยว่า TFG ด้วยคำแนะนำ ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท และยกเป็น Top Pick ของกลุ่ม โดยมองว่า กำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนฟื้นตัวแบบ V-shape ในครึ่งหลังปี 2569 หลังราคาสุกรเริ่มฟื้นจากจุดต่ำสุดช่วงเม.ย.-พ.ค. ขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องถึงปี 2570
แม้คาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะลดลงเหลือ 1,624 ล้านบาท (-38% YoY, -16% QoQ) จากราคาไก่และสุกรอ่อนตัว แต่ฝ่ายวิจัยคาดกำไรจะฟื้นกลับสู่ 2,100-2,300 ล้านบาทต่อไตรมาสในครึ่งปีหลังของปี 2569 ส่งผลให้ทั้งปีนี้คาดกำไรปกติอยู่ที่ 8,048 ล้านบาท (+2.3% YoY) และเร่งเป็น 10,069 ล้านบาท (+25% YoY) ในปี 2570
ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนหลักมาจาก 3 ด้าน ได้แก่ 1) ธุรกิจค้าปลีกที่กำลังโตแบบ S-Curve จาก 690 สาขา สู่ 1,050 สาขาในปี 2570 ช่วยทั้งเพิ่มรายได้และดูดซับผลผลิตในเครือ 2) การลดสัดส่วนขายสุกรมีชีวิต หันไปขายชิ้นส่วนผ่านค้าปลีกมากขึ้น ทำให้มาร์จิ้นแข็งแรงขึ้น และ 3) ธุรกิจเวียดนาม ที่กำลังต่อยอดสู่ธุรกิจครบวงจร
อย่างไรก็ตาม มองว่า TFG ยังถูกเกินไปเมื่อเทียบกับคุณภาพกำไรและการเติบโต เพราะซื้อขายที่ P/E ปีนี้ เพียง 7.1 เท่า ทั้งที่มี ROE สูงถึง 37% สูงสุดในกลุ่ม พร้อม Dividend Yield ราว 8% ต่อปี และมีแนวโน้มจ่ายปันผลรายไตรมาส
4.บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) KCE เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแผ่นพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์
- พิธาน องค์โฆษิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ
- ราคา YTD บวก 110.16%
- ราคา 3 เดือน บวก 86.59%
- ราคา 1 เดือน บวก 10.07%
- มาร์เก็ตแคป 45,215 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 234 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.94%
- เงินปันผล YTD 3.14%
ศุภชัย วัฒนวิเทศกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า KCE มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป หลังการปรับขึ้นราคาสินค้าจะสะท้อนเต็มไตรมาส หนุน GPM กลับมาเกิน 20% ได้ไม่ยาก และทำให้กำไรกลับมาเติบโตเด่นอีกครั้ง
สำหรับไตรมาส 22/69 บริษัทให้ guidance ว่า รายได้สกุลดอลลาร์จะโต 5% QoQ ขณะที่ GPM ทรงตัวหรือดีขึ้นเล็กน้อย แม้ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่บริษัทรับรู้ผลกระทบไปแล้วส่วนใหญ่ใน 1Q26 และพยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ราคาเหมาะสมสิ้นปีนี้ที่ 32 บาท โดยมองว่าตลาดมีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการกำไร หลังการขึ้นราคาสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนเต็มจำนวนอย่างที่กังวล อีกทั้ง KCE ยังมีจุดแข็งจาก การผลิตลามิเนตเอง ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่งในช่วงที่อุตสาหกรรมเผชิญภาวะ Supply Shortage
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มกำไรปีนี้ยังเติบโตดีที่ 1,259 ล้านบาท (+60% YoY) แต่ Valuation ปัจจุบันถือว่าเริ่มตึงตัวแล้ว หากเกิดกรณีเชิงบวกจากวัตถุดิบตึงตัวต่อเนื่องและการขึ้นราคาทำได้ดีกว่าคาด ราคาหุ้นอาจขึ้นไปแถว 37-40 บาท ในระยะสั้น แต่ระดับดังกล่าวมองว่าเหมาะสำหรับ ทยอยขายทำกำไร
5.บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) CCET เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อีเล็คโทรนิคส์ในรูปแบบของ Electronics Manufacturing Services (EMS) โดยมีกลุ่มลูกค้าหลัก 2 ประเภทคือ อุปกรณ์ประกอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม
- คงสิทธิ์ โจวกิจเจริญ กรรมการผู้จัดการ
- ราคา YTD บวก 103.54%
- ราคา 3 เดือน บวก 102.64%
- ราคา 1 เดือน บวก 15.72%
- มาร์เก็ตแคป 96,140 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 502 ล้านบาท ลดลง 17.24%
- เงินปันผล YTD 1.74%
นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิเผยว่า มองว่า CCET เริ่มรุกธุรกิจ AI Server โดยอยู่ระหว่างทดลองไลน์ผลิต และคาดเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ปลายปี 2026 ผ่านฐานการผลิตในไทย ขณะที่การเติบโตระยะยาวจะมาจาก 4 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ Semiconductor Equipment, PoS, IoT Devices และ EV Charger ซึ่งคาดเริ่มผลิตเต็มรูปแบบในช่วงครึ่งหลังปี 2026
ทั้งนี้ แม้ธุรกิจ AI Server จะมีศักยภาพทำกำไรสูงกว่าธุรกิจเดิม แต่ช่วงแรกบริษัทจะเน้นสร้างฐานลูกค้าและพัฒนากระบวนการผลิต ทำให้อัตรากำไรอาจยังไม่ถึงเป้าระยะยาว ขณะที่แนวโน้มยอดขายช่วงที่เหลือของปีคาดฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่ม SSD และสินค้าใหม่ที่จะเริ่มหนุนชัดขึ้นในช่วง 4Q26–1Q27
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยคงประมาณการกำไรปกติปีนี้ที่ 2.9 พันล้านบาท (+22% YoY) ให้ราคาเหมาะสมกลางปีนี้ที่ 8.50 บาท นอกจากนี้มองเป็นหุ้น Laggard ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แต่แนะรอสะสมช่วงอ่อนตัว หลังราคาหุ้นปรับขึ้นมาพอสมควรแล้วในระยะสั้น
6.บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) GUNKUL ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานและสาธารณูปโภค
- นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- ราคา YTD บวก 102.11%
- ราคา 3 เดือน บวก 66.96%
- ราคา 1 เดือน บวก 6.67%
- มาร์เก็ตแคป 34,109 ล้านบาท
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 456 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.20%
- เงินปันผล YTD 3.03%
ปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า GUNKUL คาดกำไรหลักไตรมาส 2/2569 จะเพิ่มขึ้นทั้งYoY และ QoQ โดยมีปัจจัยหนุนจาก (1)ส่วนแบ่งกาไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยหลังสภาพลมเดือนเม.ย.2569 ดีขึ้นมากทาให้หน่วยผลิตไฟเพิ่มขึ้น 65%YoY และ (2) การทยอยรับรู้ backlog งานก่อสร้างและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้ารวมกว่า 4.6 พันล้านบาท ที่จะรับรู้ตลอดปีนี้ การก่อสร้างhyperscaler ระดับ multi-GW จะหนุนดีมานด์งานก่อสร้างระบบส่งและสถานีไฟฟ้าใน EEC ซึ่งจะช่วยขยาย backlog ของ GUNKUL ในปีนี้ และการ COD ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 177MW ในปีนี้จะหนุนการเติบโตของกาไรหลักในปี 2570


