ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 หลังหุ้น Apple ฉุดตลาด กลบกระแสผลประกอบการอันโดดเด่นของ Micron ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนพ.ค.ออกมาสูงแต่ไม่เกินคาด
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี (25 มิ.ย.69) แม้ว่าบริษัท Micron Technology จะรายงานผลประกอบการที่เติบโตสูงมากก็ตาม เนื่องจากนักลงทุนพากันเทขายหุ้นเทคโนโลยีหลัก ๆ ส่งผลให้ตลาดเคลื่อนไหวต่างทิศทาง โดยหุ้นในกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (Non-AI) ได้ช่วยหนุนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ให้พุ่งสูงขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ในระหว่างวัน
ดัชนี Nasdaq ซึ่งเน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ลดลง 0.46% ปิดที่ 25,358.60 จุด ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกัน 4 วันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์
ดัชนี S&P 500 ขยับลงเล็กน้อย 0.01% ปิดที่ 7,357.49 จุด
ดัชนี Dow Jones (ซึ่งประกอบด้วยหุ้นบลูชิพ 30 ตัว) บวกขึ้นมา 71.72 จุด หรือ 0.14% ปิดที่ 51,920.62 จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเฮลท์แคร์ การเงิน และอุตสาหกรรม โดยหุ้นของ Johnson & Johnson ปรับตัวขึ้นราว 1% ขณะที่หุ้นของ Caterpillar พุ่งทะยานขึ้นถึง 6%
หุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่กอดคอร่วงตาม Apple
หุ้นของ Apple เป็นแกนนำฉุดดัชนี Nasdaq ให้ต่ำลง โดยร่วงไปถึง 6% หลังจากบริษัทประกาศปรับขึ้นราคา MacBook และ iPad โดย Apple อ้างถึงราคาชิ้นส่วนอย่างเช่นชิปที่พุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ หุ้นของ Microsoft ก็ลดลง 3.5% หลังจากประกาศขึ้นราคาเครื่องคอนโซล Xbox เช่นกัน
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ซื้อเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ก็ปรับตัวลดลงตามไปด้วย โดย Alphabet และ Meta Platforms ลดลงเกือบ 1% และมากกว่า 2% ตามลำดับ ซึ่งเริ่มเกิดความกังวลว่าอัตรากำไร (Margins) ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เหล่านี้อาจถูกบีบให้ลดลงเนื่องจากราคาชิปที่สูงขึ้น
เจ็ด เอลเลอร์บรูก ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนจาก Argent Capital Management ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อราคาของหน่วยความจำ (Memory) เพิ่มขึ้น "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราซื้อที่เป็นสิ่งของอิเล็กทรอนิกส์ และมีชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์" เช่น โทรทัศน์ และรถยนต์ "กำลังจะมีราคาแพงขึ้น"
"ผมคิดว่ามันมีผลกระทบต่อเนื่องที่ค่อนข้างใหญ่จากภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง และห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยี" ผู้จัดการพอร์ต กล่าวเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี เขามองว่าในปัจจุบันผู้บริโภคยังคง "แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการขึ้นราคาสินค้าเหล่านี้ได้"
ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE สูงแต่เป็นไปตามคาด
ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญมากที่สุด สูงขึ้น โดยดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ปรับตัวขึ้น 0.4% ในเดือนนี้จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งต่ำกว่าระดับ 0.5% ที่นักเศรษฐศาสตร์จากโพลของบริษัทสื่อดาวโจนส์ คาดการณ์ไว้เล็กน้อย ส่วนดัชนี PCE ทั่วไปเมื่อเทียบรายปีปรับตัวขึ้น 4.1% ซึ่งเป็นไปตามที่คาดไว้
หากไม่รวมราคาอาหาร และพลังงานที่มีความผันผวนสูง ดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ขยับขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งทั้งสองตัวเลขตรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 แต่นักลงทุนก็รู้สึกโล่งใจที่ตัวเลขไม่ได้สูงไปกว่านี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ขยับลดลงเล็กน้อย โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิง ลดลงไม่ถึง 1 จุด (basis point) มาซื้อขายกันอยู่ที่ระดับ 4.396%
"เงินเฟ้อยังคงสูงเกินไป แต่ก็ไม่ได้อยู่เหนือการควบคุม" เอลเลอร์บรูก กล่าว
หุ้นกลุ่มชิปยังได้แรงหนุนจาก Micron และ Qualcomm
Micron ช่วยสกัดไม่ให้ตลาดดิ่งลงไปมากกว่านี้ โดยหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นเกือบ 16% หลังจากผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ตามปีงบประมาณที่สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ขณะเดียวกัน หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Qualcomm ก็บวกขึ้นเกือบ 4% หลังจากปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ (Non-handset) สำหรับปีงบประมาณ 2029 นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มชิปตัวอื่นๆ เช่น Sandisk, Western Digital, KLA และ Applied Materials ต่างก็ปรับตัวขึ้นตามในทิศทางเดียวกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


