สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา “ตลาดทุนไทย” เผชิญกับการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการขายหลักทรัพย์โดยที่ยังไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในครอบครอง (Short Sell) การที่กรรมการหรือผู้ถือหุ้นรายใหญ่แอบนำหุ้นจำนวนมากไปจำนองหรือก่อภาระผูกพันโดยไม่เปิดเผยข้อมูล จนกระทั่งถูกบังคับขาย (Force Sell) ทุบราคาหุ้นร่วงระนาวและกระทบต่อโครงสร้างการบริหาร รวมถึงปัญหาธุรกรรมทุจริตฉ้อฉลในบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมาตรการทางกฎหมายในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะระงับยับยั้งความเสียหายได้อย่างทันท่วงที
ดังนั้น ก.ล.ต. จึงเล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการอุดรอยรั่วและเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจของประเทศ
สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1.กำหนดให้ผู้ลงทุนที่จะขายชอร์ตต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน (คตท.) เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งสั่งให้ผู้ให้บริการในต่างประเทศ (เช่น โบรกเกอร์ต่างชาติที่เปิดบัญชี Nominee) มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) ป้องกันการปกปิดตัวตนเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย
2. กำหนดให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องรายงานการนำหุ้นไปก่อภาระผูกพันในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การวางเป็นหลักประกันบัญชี Margin, การใช้หุ้นเป็นหลักประกันเงินกู้ยืม หรือการจำนำหุ้นกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) เพื่อให้ผู้ลงทุนทั่วไปมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเพียงพอก่อนตัดสินใจลงทุน
3. ให้อำนาจ ก.ล.ต. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. สามารถสั่งระงับหรือยับยั้งธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทหลักทรัพย์ที่มีพฤติกรรมเอาเปรียบหรืออาจก่อความเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนได้เป็นการชั่วคราว (ไม่เกิน 60 วันทำการ) เพื่อเข้าไปตรวจสอบและหยุดยั้งความเสียหายไม่ให้ลุกลามในวงกว้าง
4. ปรับปรุงกระบวนการถอนการยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติของนิติบุคคลให้มีความชัดเจน และรวดเร็วยิ่งขึ้น โดย ก.ล.ต. สามารถมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการตรวจสอบแทนได้ เพื่อลดภาระและช่วยให้ภาคเอกชนไม่หยุดชะงัก
5. หากมีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์การขายชอร์ต การรายงานผู้ถือหุ้นที่แท้จริง การรายงานภาระผูกพันหุ้น รวมถึงการฝ่าฝืนคำสั่งยับยั้งธุรกรรม จะมีการกำหนดโทษทางอาญาเพิ่มเติม และกำหนดให้ความผิดดังกล่าวสามารถเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบปรับได้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น
สำหรับ ขั้นตอนภายหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการปรับปรุง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ เมื่อครบระยะเวลาการเปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ดังกล่าว
ทางสำนักงานก.ล.ต. จะพิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นหลักการ และดำเนินการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฯ เป็นระยะเวลา 30 วัน รวมทั้งจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย (RIA) โดยจะเสนอร่างกฎหมายผ่านกระบวนการตราพระราชบัญญัติต่อไป
พร้อมกันนี้ ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ยังชี้แจงต่อด้วยว่า ในการเปิดรับฟังความเห็นการปรับปรุง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฯ จึงไม่ได้เปิดรับฟังความเห็นเรื่องการเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนร่วมในครั้งนี้
เนื่องจากหลักการเกี่ยวกับการกำหนดให้ ก.ล.ต. มีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนหรือพนักงานสอบสวนคดีพิเศษนั้น ก.ล.ต. ได้เสนอแก้ไขในร่าง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฯ (ชุดส่งเสริมตลาดทุนดิจิทัลและเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแล) แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องเสนอแก้ไขเรื่องดังกล่าวในร่างพระราชบัญญัติฯ นี้อีก
สำหรับความคืบหน้าในการแก้ไขพรบ.หลักทรัพย์ฯเพิ่มอำนาจ ก.ล.ต. ให้พนักงานสอบสวนร่วม ปัจจุบันทางสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง อยู่ระหว่างดำเนินการเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเข้าสู่ตามกระบวนการเสนอร่างพระราชบัญญัติต่อที่ประชุมสภาต่อไป
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซียพลัส จำกัด ให้ความเห็นต่อ การปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ว่า น่าะส่งผลบวกต่อตลาดทุนไทย โดยเฉพาะ การเปิดเผยข้อมูลจำนำหุ้นและการกำกับคัสโตเดียนต่างชาติจริง ๆ แล้ว ในแง่ของข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งโบรกเกอร์และนักลงทุนทั่วไป เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนที่รอบด้านและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยข้อมูลที่มากขึ้นย่อมส่งผลดีต่อการสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดอย่างแน่นอนโดยมองว่าประเด็นนี้ไม่ใช่ยาแรง แต่เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่ควรจะดำเนินการ
“อะไรก็ตามที่สามารถเปิดเผยได้มากขึ้น ย่อมเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามปกติที่ช่วยยกระดับความโปร่งใสของตลาดหุ้นไทยให้ทัดเทียมกับระดับสากล”


