“กลุ่มเครื่องดื่ม” ครึ่งหลังปี 2569 มีทิศทางเป็นบวก รับปัจจัยหนุน “ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก” ทยอยลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย ทั้งยังได้แรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้ามาพยุงกำลังซื้อ แม้ผลประกอบการในไตรมาส 2 จะยังถูกกดดันจากราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวลงช้า แต่คาดว่าผลการดำเนินงานจะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้ดีในช่วงไตรมาส 3-4
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านการลงทุน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มผ่อนคลาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นผลดีต่อต้นทุนบรรจุภัณฑ์ขวดพลาสติกของ “กลุ่มเครื่องดื่ม” ทยอยปรับตัวลดลง ทำให้เรามีมุมมองบวกมากขึ้นต่ออุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีหลัง
ก่อนหน้านี้ ฝ่ายวิจัยบล.หยวนต้าปรับลดประมาณการหุ้นในกลุ่มเครื่องดื่ม เช่น บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI, บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP, บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG, บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE, และบริษัท ไทย โคโคนัท จำกัด (มหาชน) หรือ COCOCO ลงมาค่อนข้างมาก เนื่องจากเกรงว่าผลกระทบของสงครามจะยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันยืนสูงเป็นเวลานาน ซึ่งกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนอกจากความตึงเครียดจากปัจจัยภูมิศาสตร์จะมีแนวโน้มลดลงแล้ว ปัจจัยอื่น ๆ อย่างการเข้าสู่ “ภาวะเอลนีโญ” ของไทยซึ่งทำให้เกิดสภาพอากาศ “ร้อนแล้ง” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนให้ยอดขายเครื่องดื่มทั้งในร้านค้าปลีกและร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากเดิมที่การเข้าสู่ฤดูฝนมักจะเป็นสัญญาณบ่งชี้การเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซันของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
ผลประกอบการของธุรกิจในไตรมาส 2 คาดว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาสที่ 1 แต่ยังลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 โดยเฉพาะ CBG เนื่องจากฐานสูงเพราะเป็นช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไรก็ดี ในไตรมาส 3 ของปี 2569 แม้ผลประกอบการจะชะลอลงจากไตรมาส 2 เล็กน้อยจากการปัจจัยฤดูกาล แต่คาดว่าจะเติบโตได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ OSP และ COCOCO
มองปัจจัยลบในระยะต่อจากนี้ของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มมีค่อนข้างจำกัด จากการผ่อนคลายความตึงเครียดของสงคราม ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง รวมถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” มอง SAPPE ได้ประโยชน์มากที่สุดจากรายได้ตลาดตะวันออกกลางที่จะกลับมา
อย่างไรก็ดี นายธนวิชช์ บุญชูวงศ์ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. พาย จำกัด (มหาชน) ยังมีมุมมองต่อ “กลุ่มเครื่องดื่ม” ในลักษณะระมัดระวัง โดยกล่าวว่า ผลประกอบการของกลุ่มในไตรมาส 2 มีแนวโน้มออกมาใกล้เคียงกับไตรมาส 1 แม้ยอดขายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นฤดูร้อน แต่ในฝั่งต้นทุนธุรกิจรับรู้ผลกระทบจากราคาบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องราคาน้ำมัน แม้จะไม่เต็มไตรมาส
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันราคาน้ำมันจะปรับลดลงแล้วแต่คาดว่าราคาเม็ดพลาสติกจะยังคงอยู่ในระดับสูง หรือปรับตัวลงมาช้ากว่า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางกำไรของกลุ่มเครื่องดื่มยาวนานถึงไตรมาส 3 ก่อนที่จะค่อย ๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 4 และช่วงหลังจากนั้นในปี 2570 จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช่วยส่งเสริมยอดขาย และแนวโน้มสภาพอากาศที่ยังคงร้อนแล้งต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ยอดขายที่เติบโตขึ้นของกลุ่มเครื่องดื่มจากปัจจัยฤดูกาลยังคงกระจุกตัวอยู่ในร้านสะดวกซื้อเป็นหลัก ขณะที่ยอดขายในร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมยังคงชะลอตัว แต่หลังจากที่รัฐบาลมีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทยพลัส มองว่าอาจช่วยหนุนยอดขายในร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมให้ฟื้นตัวได้ เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3
ในการนี้ ให้ OSP ดีกว่ากลุ่ม เพราะนอกจากจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายปัจจัย เช่น การปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา, การชะลอตัวของกำลังซื้อในตลาดค้าปลีกดั้งเดิม, และการลดลงของยอดขายในตลาดต่างประเทศน้อยกว่าธุรกิจอื่น ๆ OSP ยังมีการจัดสมดุลพอร์ตที่ดีกว่า ทำให้สามารถประคองยอดขายได้ดี และมีผลกระทบจากต้นทุนผลิตภัณฑ์น้อยกว่า


