วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

ทำไม ‘หุ้นไทย’ เป็นม้ามืดกระแส AI ทั้งที่ SET ไม่มีหุ้นผลิตชิป?

เมื่อพูดถึงกระแสความเฟื่องฟูของ AI นักลงทุนมักจะพุ่งเป้าไปที่ประเทศมหาอำนาจด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างไต้หวันที่มี TSMC ครองตลาดกว่า 40% หรือเกาหลีใต้ที่มีคู่หูยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix

 

แต่ในสมรภูมิหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปี 2026 นี้ บลูมเบิร์กรายงานว่าตลาดหุ้นของ "ไทย" กลับกลายเป็นม้ามืดที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก ด้วยการดันดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) พุ่งทะยานกว่า 20% ทำผลงานได้ดีที่สุดในภูมิภาค แซงหน้าทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม และสวนทางกับภาวะถดถอยในอินโดนีเซีย ทั้งที่ตลาดหุ้นไทย ไม่มีหุ้นผู้ผลิตชิปขั้นสูงเลยแม้แต่บริษัทเดียว แต่ทำไมเราถึงกลายเป็นผู้ชนะในกระแสเทคโลกครั้งนี้ได้?

ไทยไม่ได้สร้าง ‘ชิป‘  แต่สร้าง 'ระบบหัวใจและหลอดเลือด'

ซูฟิอันติ นักกลยุทธ์จาก Bloomberg Intelligence วิเคราะห์ว่า “ประเทศไทยไม่ใช่ตลาด AI อย่างแท้จริง แต่การที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล Data Center อิเล็กทรอนิกส์ และระบบไฟฟ้า ทำให้ผู้ลงทุนมีมุมมองใหม่ต่อหุ้นไทย”

แม้ระบบประมวลผลอันชาญฉลาดของ AI จะต้องพึ่งพาชิปเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวันหรือเกาหลีใต้ แต่ชิปเหล่านั้นจะไม่สามารถทำงานได้เลยหากขาด "โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล" 

ยิ่งระบบ AI ทรงพลังมากเท่าไหร่ ศูนย์ข้อมูลก็ยิ่งต้องการระบบจ่ายไฟและระบบทำความร้อน/ความเย็นที่มีเสถียรภาพสูงมากเท่านั้น ทำให้ไทยจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในฐานะ “ผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง AI"

เรื่องนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มเปลี่ยนมุมมองต่อหุ้นไทย จากเดิมที่มองว่าเป็นตลาดหุ้นยุคเก่าที่พึ่งพาเพียงวัฏจักรการท่องเที่ยว ธนาคาร และการบริโภคภายในประเทศ มาสู่การเป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก

DELTA มูลค่าแสนล้านดอลลาร์

ปัจจัยหลักที่ทำให้ไทยกลายเป็น “ม้ามืด” ครั้งนี้สะท้อนผ่านทาง “บริษัท เดลต้า อิเล็กโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” หรือ DELTA ผู้ผลิตระบบจัดการพลังงานและระบบจ่ายไฟสำหรับเซิร์ฟเวอร์และศูนย์ข้อมูล AI

ในปีนี้ หุ้น DELTA พุ่งทะยานขึ้นกว่า 80% จนสร้างประวัติศาสตร์เป็นบริษัทแรกของประเทศไทยที่มีมูลค่าตลาดแตะ 1 แสนล้านดอลลาร์ส่งผลให้ DELTA กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนบนดัชนี MSCI ASEAN รองจาก DBS Group ของสิงคโปร์ 

รวมทั้ง มูลค่าของ DELTA ในปัจจุบัน ใหญ่กว่าบริษัทบิ๊กเนมของไทยในอันดับ 2-5 รวมกันเสียอีก

ความสำเร็จของ DELTA มาจากการขยายกำลังการผลิตได้อย่างทันท่วงทีเพื่อรองรับความต้องการดีมานด์ Data Center ทั่วโลก ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตทะลุเป้าของนักวิเคราะห์ในทุกๆ ไตรมาสตลอดสองปีที่ผ่านมา แม้จะเผชิญมรสุมภาษีนำเข้าจากสหรัฐหรือความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม

โครงสร้างตลาดหุ้นไทย จุดแข็งหรือ ‘ความเสี่ยง’

แม้กระแส AI จะช่วยชุบชีวิตให้ตลาดหุ้นไทยคึกคัก แต่หากมองลึกลงไปในเชิงวิเคราะห์ โครงสร้างตลาดหุ้นไทยในฐานะ "หุ้นเทค" ยังมีความเปราะบางสูงเมื่อเทียบกับไต้หวันหรือเกาหลีใต้

ปัจจุบันหุ้น DELTA เพียงบริษัทเดียว ครองสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 5 หรือคิดเป็นสัดส่วน 20% ของดัชนี SET Index ซึ่งเติบโตขึ้นกว่าสองเท่าจากปีที่แล้ว เท่ากับว่าดัชนีหุ้นไทยที่พุ่งแรงในตอนนี้ ถูกแบกไว้ด้วยหุ้นเพียงตัวเดียวเป็นหลัก

ปฎิเสธไม่ได้ว่าตลาดหุ้นไทยในตอนนี้ ”ขาดความหลากหลายในกลุ่มเทค” โดยในบรรดา 5 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดของไทย มี DELTA เพียงแห่งเดียวที่เป็นหุ้นเทคโนโลยีบริสุทธิ์ ส่วนที่เหลือยังคงเป็นธุรกิจดั้งเดิมอย่างกลุ่มสื่อสาร(ADVANC ) พลังงาน ( PTT, GULF ) และการขนส่ง (AOT)

แม้ว่าผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายอื่นๆ ของไทย เช่น Cal-Comp, KCE และ HANA จะปรับตัวขึ้นรับอานิสงส์ AI ในปีนี้ด้วย แต่ขนาดธุรกิจก็ยังห่างไกลจาก DELTA มาก โดยมีเพียงไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีมูลค่าตลาดเกิน 1 พันล้านดอลลาร์

การไม่มีหุ้นผู้ผลิตชิปต้นน้ำ ไม่ได้แปลว่าไทยจะตกรถไฟขบวน AI แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักต่อจากนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะต่อยอดกระแส "ม้ามืด" นี้ ให้เกิดความยั่งยืน กระจายความแข็งแกร่งไปยังหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่นๆ และลดการพึ่งพาหุ้นตัวกลั่นเพียงตัวเดียว เพื่อให้ตลาดทุนไทยเติบโตในฐานะฮับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง