"หุ้นไทย" เช้านี้ (25 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,560.26 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.04 จุด หรือ 0.78% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากตัวเลขการส่งออกเดือน พ.ค. ที่ขยายตัวดี และผลประกอบการของบริษัท Micron Technology ที่ดีกว่าคาดการณ์ ด้านราคาน้ำมันดิบและบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง คลายความกังวลเรื่องต้นทุนและอัตราดอกเบี้ย
"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (25 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,560.26 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.04 จุด หรือ 0.78% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,567.47 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,555.96 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 42,747.63 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 321.00 บาท เพิ่มขึ้น 7.00 บาท หรือ 2.23% มูลค่าซื้อขาย 4,028.52 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 60.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.22% มูลค่าซื้อขาย 2,515.93 ล้านบาท
- AOT ราคาปิด 61.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 1.65% มูลค่าซื้อขาย 2,033.23 ล้านบาท
- ADVANC ราคาปิด 353.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,698.90 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 36.25 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,477.31 ล้านบาท
ทีมนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวทางบวก ในกรอบแนวต้านที่ระดับ 1,560-1,570จุด แนวรับที่ระดับ 1,535-1,530 จุด
ปัจจัยต่างประเทศ ได้แรงหนุนจากการลดระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 73-76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความเสี่ยงจากสงครามที่ลดลงและส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 เดือนที่ 4.43% ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่ปรับตัวสูงขึ้นยาวนาน ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยังได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากผลประกอบการของ Micron Technology ที่ออกมาดีกว่าคาดช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ด้านปัจจัยภายในประเทศ มีปัจจัยบวกจากการรายงานข้อมูลการส่งออกของไทยประจำเดือน พ.ค. ปี 2569 ที่ขยายตัวดี ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนฯ ฝั่งตัวเลขการนำเข้าชี้ให้เห็นถึงภาพการลงทุนที่เร่งตัว เป็นบวกต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับเหมา และธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค. นี้ ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนและอาจทำให้ตลาดหุ้นเกิดการชะลอตัวเพื่อรอดูความชัดเจน
สำหรับปัจจัยที่ต้องจับตาในระยะต่อไป คือการรายงานดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ของสหรัฐ ประจำเดือน พ.ค. ปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะยังคงทรงตัวในระดับเดิมที่เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำซื้อหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการผ่อนคลายสถานการณ์ความตึงเครียด ต้นทุนพลังงานที่ลดลง และผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ย่อตัว โดยหุ้นเด่นประจำวัน ได้แก่ GPSC แม้มีแรงกดดันต่อส่วนต่างราคาพลังงาน แต่ชดเชยด้วยการรับรู้รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน เต็มไตรมาส
ถัดมาคือ MINT เติบโตได้ดีทั้งโรงแรมและร้านอาหาร และแนวโน้มกำไรไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่น และ MTC จากการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนทางการเงินที่เริ่มนิ่ง


