วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

หุ้นไทยไม่แพงยังมีอัพไซด์ โบรกเตือนครึ่งปีหลังต้องระวัง Fund Flow-แรงกดดันหุ้นเทค

แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่าและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ แต่บรรยากาศการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ทั้งทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ การเคลื่อนย้ายเงินทุน และความผันผวนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางตลาดในระยะถัดไป

ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่า แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลังบรรยากาศการลงทุนอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้นจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก รวมถึงความเสี่ยงการพักฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงก่อนหน้า
 

ในด้านมูลค่าตลาดหุ้นไทย ปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ของตลาดอยู่ที่ราว 16.5 เท่า อย่างไรก็ตาม หากหักผลกระทบจากหุ้น DELTA ออกไป จะพบว่า P/E ของตลาดจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 13.3 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับไม่แพงเมื่อเทียบในเชิงเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยราว 3.6% ซึ่งยังเป็นจุดเด่นสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว

อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ต้องจับตาในช่วงครึ่งหลังของปี คือทิศทาง Fund Flow ที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง หลังมุมมองต่อนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปจากเดิม โดยจากที่ตลาดเคยคาดว่า Fed จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ล่าสุดสถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่าง Bank of America ประเมินว่า Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 3 ครั้งในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม ขณะที่ Deutsche Bank มองว่าอาจขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในเดือนกันยายนและธันวาคม

หากแนวโน้มดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ทั่วโลกรวมถึงไทย ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินลงทุนเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน และเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดตราสารทุน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเติบโตสูงหรือ Growth Stock ที่อ่อนไหวต่อสภาพคล่องในระบบ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาความร้อนแรงในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา จากภาวะขาดแคลนที่เกี่ยวเนื่องกับความต้องการใช้ในธุรกิจ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าการปรับขึ้นของราคาชิปในลักษณะดังกล่าวอาจสะท้อนภาวะฟองสบู่ชั่วคราวได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดยังต้องติดตามการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทชิปรายใหญ่จากจีนอย่าง Changxin ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งจะเพิ่มอุปทานชิปเข้าสู่ตลาดอีกประมาณ 8% และอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาชิปย่อตัวลงในระยะถัดไป หากเกิดขึ้นจริงก็มีโอกาสกระตุ้นแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีได้

ด้วยเหตุนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยจะยังมีเสน่ห์ในเชิง Valuation และ Dividend Yield แต่ภาพการลงทุนในครึ่งปีหลังอาจไม่ได้ราบรื่นเหมือนช่วงก่อนหน้า นักลงทุนจึงจำเป็นต้องติดตามทั้งทิศทางดอกเบี้ยโลก การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสัญญาณฟองสบู่ในหุ้นเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินจังหวะลงทุนให้เหมาะสมมากขึ้น