วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ ไร้ปัจจัยใหม่หนุน ดัชนีฯ ดิ่ง 33 จุด วอลุ่ม ‘แสนล้าน’ เอฟเฟกต์บิ๊กล็อต ‘กัลฟ์’

ความเคลื่อนไหว “ดัชนีหุ้นไทย” วานนี้ (23 มิ.ย.2569) ร่วงแรง 33.23 จุด มาอยู่ที่ 1,540.90 จุด หรือลดลง 2.11% ด้วยมูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 114,176.66 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีฯ ลงไปทำจุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,538.69 จุด ลดลง 35.44 จุด ซึ่งนักลงทุนต่างชาติ “ขายสุทธิ” -14,809.63 ล้านบาท สะท้อนผ่านดัชนีฯ ปรับตัวลงรุนแรง สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางแรงกดดันจากจิตวิทยาเชิงลบที่ส่งผ่านมาจากตลาดหุ้นสหรัฐ ดังนั้น หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลายเป็นตัวถ่วงสำคัญของตลาดวานนี้ 

‘หุ้นไทย’ ไร้ปัจจัยใหม่หนุน ดัชนีฯ ดิ่ง 33 จุด วอลุ่ม ‘แสนล้าน’ เอฟเฟกต์บิ๊กล็อต ‘กัลฟ์’

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การปรับตัวลงของหุ้นไทยเป็นผลจากแรงกดดันภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะการอ่อนตัวของตลาดหุ้นเอเชียที่ตอบรับเชิงลบต่อแรงขายหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐ ซึ่งส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วภูมิภาค

ทั้งนี้ กลุ่มหุ้นที่กดดันดัชนีไทยอย่างเห็นได้ชัดมาจากหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างมาก ทำให้ในระยะสั้นยังมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไรและพักฐานต่อเนื่อง

แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยจะเห็นมูลค่าการซื้อขายพุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับ 100,000 ล้านบาท แต่ทว่าเมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนภาวะการซื้อขายที่คึกคักของตลาดโดยรวมทั้งหมด หากแต่มีปัจจัยเฉพาะเข้ามาหนุนมูลค่าการซื้อขายให้สูงผิดปกติ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าการซื้อขายพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น มาจากการทำรายการซื้อขายบิ๊กล็อตของหุ้น GULF ซึ่งมีมูลค่าสูงเกือบ 25,000 ล้านบาท ส่งผลให้ตัวเลขมูลค่าการซื้อขายรวมของตลาดดูสูงกว่าปกติ

แต่ทว่าหากหักมูลค่ารายการบิ๊กล็อตของ GULF ออกจากมูลค่าการซื้อขายรวมที่ 100,000 ล้านบาท จะพบว่ามูลค่าการซื้อขายที่แท้จริงของตลาดอยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับระดับการซื้อขายในภาวะปกติที่มักอยู่ในช่วง 60,000 กว่าล้านบาท

สำหรับ แนวโน้มหุ้นไทยวันนี้ (24 มิ.ย.) มองดัชนีมีโอกาสเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways หรือแกว่งตัวออกด้านข้าง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาช่วยหักล้างแรงกดดันเดิม ขณะที่หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงอยู่ในช่วงพักตัว โดยประเมินแนวรับสำคัญของดัชนีไว้ที่บริเวณ 1,535-1,540 จุด

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้อย่างใกล้ชิด โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวอ่อนตัวลง หลังจากที่สถานการณ์ความตึงเครียดในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้ กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดในวานนี้มีสาเหตุหลักจาก 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แรงกดดันจากหุ้น GULF หลังมีประเด็นการขายหุ้นของ Singtel ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และแรงขายในหุ้น DELTA ที่ได้รับผลกระทบจากท่าที Hawkish ของธนาคารกลางสหรัฐ

ทั้งนี้ การส่งสัญญาณว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อของ Fed ทำให้นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีมูลค่าค่อนข้างแพง ส่งผลให้ DELTA ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของตลาดไทยถูกเทขาย

นอกจากนี้ DELTA ยังมีปัจจัยเฉพาะตัวจากการปรับสมดุลพอร์ตของกองทุน Passive Fund ตามเกณฑ์การคำนวณดัชนี SET50 ที่จำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวไว้ไม่เกิน 10% ขณะที่ปัจจุบัน DELTA มีน้ำหนักในดัชนีราว 13% ส่งผลให้กองทุนที่อิงดัชนีต้องทยอยลดน้ำหนักการถือครองลงในช่วงปลายเดือนนี้

อย่างไรก็ตาม ในเชิงเทคนิคแนวรับสำคัญของดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 1,560-1,550 จุด แต่หากดัชนีหลุดระดับ 1,550 จุดลงไป จะทำให้ภาพรวมตลาดกลับมาเป็นลบมากขึ้นในเชิงเทคนิค

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในภาวะตลาดผันผวน แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นโดยตรง อีกทั้งยังเข้าสู่ช่วงการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนความน่าสนใจของหุ้นแบงก์ในระยะสั้นถึง

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หุ้นไทยปรับตัวร่วงแรงวานนี้กว่า 2% สอดคล้องทิศทางตลาดภูมิภาค นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA ซึ่งมีส่วนกดดันดัชนีกว่า 16 จุด โดยมีสาเหตุมาจากความเสี่ยงการถูกจำกัดน้ำหนักของ DELTA ใน SET50 ในช่วงสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 ของปี 2569

นอกจากนี้บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมยังมีแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดเกาหลีใต้ที่มีแรงขายออกมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ในช่วงเวลาก่อนการรายงานผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่

ด้านกลยุทธ์ลงทุนแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และได้ประโยชน์การผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เช่น ค้าปลีก ท่องเที่ยว และโรงแรม