ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 23 มิ.ย.2569 หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลดลง นำโดย
หุ้น CCET ร่วง 3.24% ลดลง 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 8.95 บาท
หุ้น HANA ร่วง 3.14% ลดลง 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 38.50 บาท
หุ้น SMT ร่วง 3.14% ลดลง 0.12 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 3.70 บาท
หุ้น TEAM ร่วง 2.89% ลดลง 0.14 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.70 บาท
หุ้น KCE ร่วง 1.85% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 39.75 บาท
หุ้น DELTA ร่วง 1.79% ลดลง 6.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 329.00 บาท
ทัศนพล เงินเส็ง ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การร่วงลงของราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในวันนี้สอดคล้องกับทิศทางของดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ในตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อคืนที่ผ่านมา ซึ่งได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับกระแสเงินทุนและงบประมาณการลงทุนฃของกลุ่ม Hyper Scaler ที่เริ่มมีสัญญาณตึงตัว
โดยประเด็นดังกล่าวถือเป็นความกังวลที่สมเหตุสมผล เนื่องจากงบลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่สามารถขยายตัวในระดับสูงได้ต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยได้สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า จึงทำให้การปรับฐานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
อย่างไรก็ตาม ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน มองว่า DELTA เป็นหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวมากที่สุด เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับธีมการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและดาต้าเซ็นเตอร์ค่อนข้างสูง อีกทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/2569 อาจชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้า จากภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าวจึงปรับมุมมองการลงทุนต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในไตรมาส 2/2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ “Neutral” โดยประเมินว่าผลประกอบการของทั้งกลุ่มในไตรมาสนี้อาจไม่โดดเด่นเท่าไตรมาสแรก และมีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามากกว่าการเติบโต
อย่างไรก็ดี ทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปีโดยเฉพาะไตรมาส 3/2569 ยังมีโอกาสกลับมาสดใสอีกครั้ง จากปัจจัยหนุนเฉพาะรายและการรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI
สำหรับ HANA มองว่าเริ่มมีสัญญาณชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับรายได้ที่เชื่อมโยงกับ AI ซึ่งคาดว่าจะทยอยเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ KCE มีจุดเด่นจากความสามารถในการปรับขึ้นราคาขาย ประกอบกับแนวโน้มต้นทุนที่อาจลดลง ซึ่งอาจช่วยหนุนความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป
ส่วน CCET แม้มีการพูดถึงรายได้ใหม่ที่จะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า แต่ทว่ายังคงให้น้ำหนักอย่างระมัดระวัง เนื่องจากประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งแล้ว และยังต้องรอความชัดเจนเพิ่มเติมในเชิงผลประกอบการ
"ในระยะสั้นนักลงทุนยังควรใช้ความระมัดระวังกับหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งผลประกอบการอาจอยู่ในลักษณะทรงตัว แต่หากมองไปยังครึ่งปีหลัง กลุ่มนี้ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากแรงหนุนของกระแส AI รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการสร้างรายได้ใหม่ของแต่ละบริษัท"


