วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

Singtel ขายบิ๊กล็อต GULF 2.5 หมื่นล้าน แค่แรงขายระยะสั้น หรือสัญญาณบวกต่ออนาคต?

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เผชิญแรงขายกดดันในตลาดหุ้นไทย หลัง Singtel Global Investment Pte. Ltd. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เสนอขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวน 416 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.78% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าราว 24,960 ล้านบาท หรือประมาณ 759.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
 

ทั้งนี้ เอกสารเสนอขายหุ้นระบุกรอบราคาที่ 58.80–60.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นส่วนลดประมาณ 4.00% จากราคาปิดก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาหุ้น GULF ในการซื้อขายวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ปรับตัวลงทันที โดยปิดตลาดที่ 61.25 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 4.30% มูลค่าการซื้อขาย 7,247.48 ล้านบาท สะท้อนแรงตอบรับของนักลงทุนต่อการลดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่

โดยภายหลังการทำรายการ Singtel Global Investment ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 ของ GULF และถือหุ้นอยู่ 1,155,441,235 หุ้น หรือคิดเป็น 7.73% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จะลดสัดส่วนการถือครองลงมา ขณะที่ผู้ขายยังติดเงื่อนไขห้ามจำหน่ายหุ้นเพิ่มเติม (Lock-up) เป็นเวลา 90 วันหลังการทำรายการ

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การทำรายการขายหุ้น GULF ของ Singtel ที่เกิดขึ้นในตลาดทุนวานนี้ เป็นการ “บริหารจัดการเงินทุน” (Capital Management) ของ Singtel มากกว่าจะตีความเป็นการทยอยลดบทบาทการลงทุนในไทยอย่างถาวร

ทั้งนี้ Singtel มีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ICT อยู่ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะในอินเดียผ่าน Airtel และในอินโดนีเซียผ่าน Telkomsel ซึ่งปัจจุบันมีระดับมูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับกำไร หรือ EV/EBITDA เพียง 4-5 เท่า ต่ำกว่าการลงทุนในไทยอย่าง ADVANC ที่ซื้อขายอยู่ในระดับประมาณ 10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุดังกล่าวมองว่า การขายหุ้น GULF ครั้งนี้อาจเป็นการดึงเงินทุนกลับไปหมุนเวียนลงทุนในสินทรัพย์อื่นในเครือที่มีความน่าสนใจมากกว่าในเชิงมูลค่า

สำหรับผลกระทบต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้น มองว่าการขายหุ้นที่ราคาเสนอขายประมาณ 58.8-60 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นส่วนลดจากราคากระดานราว 2-4% จะเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลของตลาดคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GULF โดยกลุ่มสารัชถ์ รัตนาวะดี ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนเดิม และไม่ได้มีการขายหุ้นออกมา สะท้อนถึงเสถียรภาพของโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท

ขณะที่ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้ข่าวการขายบิ๊กล็อตครั้งนี้จะเป็นลบต่อบรรยากาศการลงทุนระยะสั้น แต่ทว่าภาพรวมระยะยาวของ GULF ยังได้รับมุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในตลาด โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาทดสอบบริเวณขอบล่างของราคาเสนอขายที่ประมาณ 58.75 บาท หากราคาหุ้นเริ่มทรงตัวบริเวณดังกล่าว อาจเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการพิจารณาเข้าลงทุน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยแวดล้อมในกลุ่มพลังงานเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแถลงเปิดตัวธุรกิจใหม่ของ BGRIM รวมถึงความเคลื่อนไหวของ GPSC ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม หรืออยู่ในลักษณะ laggard จึงอาจเห็นแรงขายทำกำไรหรือการสลับกลุ่มเล่นหุ้นพลังงานในระยะสั้นได้

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าแรงกดดันจากการขายหุ้นของ Singtel จะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และราคาหุ้น GULF มีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ หลังตลาดรับรู้ข่าวและปรับสมดุลเรียบร้อยแล้ว

ด้าน นักวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า Singtel ขายหุ้น GULF ผ่านรายการ Big Lot จำนวน 416 ล้านหุ้น ที่ราคาประมาณ 59 บาทต่อหุ้น และยังคงถือหุ้นอีก 739 ล้านหุ้น พร้อมมีเงื่อนไข Lock-up ห้ามขายเพิ่มเติมเป็นเวลา 90 วัน โดยผู้ซื้อหลักเป็นนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ

เรามองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ Downside จากราคา Big Lot ค่อนข้างจำกัด ขณะที่เงื่อนไข Lock-up 90 วัน ช่วยลดแรงกดดันจาก Supply ในระยะสั้น และเป็นนัยสำคัญว่าหากมีการลดสัดส่วนเพิ่มเติมในอนาคต ราคาขายอาจไม่ต่ำกว่าระดับดังกล่าว ทำให้ราคาตลาดปัจจุบันยังมี Margin of Safety ในระดับหนึ่งสำหรับนักลงทุนทั่วไป

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของ Free Float ยังอาจเป็นปัจจัยบวกต่อโอกาสในการเพิ่มน้ำหนักในดัชนีสำคัญอย่าง MSCI และ FTSE ในอนาคต ขณะที่การลดสัดส่วนการถือหุ้นของ Singtel ไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานหรือความแข็งแกร่งของธุรกิจแต่อย่างใด