ปัจจุบัน “กระทรวงการคลัง” มีนโยบายชัดเจนในการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยมุ่งเน้นให้รัฐวิสาหกิจที่มีรายได้ และศักยภาพสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ซึ่งเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญ คือ การใช้ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Fund) ในการระดมทุนโดยการนำกระแสเงินสดในอนาคต (Cash flow) จากทรัพย์สินเหล่านั้นมาจัดตั้งเป็นกองทุน เพื่อเป็นการ “Free up cash” หรือนำเงินทุนที่ได้จากการขายสิทธิในกระแสเงินสดในอนาคต จากทรัพย์สินที่มีอยู่เข้าสู่ “กองทุน” เพื่อนำเงินก้อนที่ได้ไปใช้ในการลงทุนในโครงการใหม่ๆ หรือขยายโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อประเทศต่อไปโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นโมเดลที่นิยมใช้ในระดับสากล
ปัจจุบันกองทุนโครงสร้างพื้นฐานหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ได้แก่ กองทุน Thailand Future Fund (TFF) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 (EGATIF)
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายพื้นที่ทางการคลังและกระตุ้นการลงทุนของประเทศ ในสภาวะที่งบประมาณภาครัฐมี “ข้อจำกัด” และ “หนี้สาธารณะ” ใกล้เต็มเพดาน ดังนั้น การระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็น “Big Change” ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้สภาพคล่องจากตลาดทุนมาขับเคลื่อนการลงทุนแทนการใช้เงินงบประมาณหรือการกู้ยืม
นอกจากนี้ เครื่องมือนี้จะช่วยให้ภาครัฐสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมได้ ขณะที่ ภาคเอกชนเองก็สามารถใช้กองทุนนี้เพื่อช่วยให้บริษัท “เบาตัวขึ้น” และนำเงินไปต่อยอดธุรกิจอื่นได้
“ในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จในการระดมทุนผ่านกองทุนประเภทนี้มาแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท เช่น โครงการกองทุน Thailand Future Fund (TFF) และโครงข่ายไฟฟ้าต่าง ๆ”
นายอัสสเดช กล่าวด้วยว่า จากการเดินทางไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เช่น ลอนดอน พบว่า นักลงทุนระยะยาว (Long-only) ให้ความสนใจและสอบถามถึงความคืบหน้าของโครงการลงทุนต่าง ๆ ในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเปรียบเทียบกับความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
ดังนั้น ก้าวต่อไปของ ตลท. เตรียมสื่อสารข้อมูลความคืบหน้าของโครงการต่าง ๆ และแผนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในงาน Thailand Focus ที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เพื่ออัปเดตให้นักลงทุนเห็นภาพรวมและเป้าหมายที่ชัดเจนในรอบ 6 เดือนแรก แม้ในปัจจุบันจะยังรอรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับโครงการกองทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ แต่ ตลท. มั่นใจว่าหากมีการออกแบบโครงสร้างกองทุนที่ดึงดูดใจจะเป็นโอกาสทองของนักลงทุนในภาวะที่ตลาดโลกมีความผันผวน
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTAM เปิดเผยว่า เราพร้อมสนับสนุนแนวทางของกระทรวงการคลังในการเตรียมระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) รอบใหม่ วงเงินประมาณ 25,000 ล้านบาท
สำหรับการระดมทุนเพิ่มเติมนั้น วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การใช้กองทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น กองทุน Thailand Future Fund (TFF) เนื่องจากมีฟีเจอร์ที่รองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะคุณลักษณะของ TFF ที่สามารถกู้เงินได้สูงสุดถึง “3 เท่า” ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ทำให้รัฐบาลสามารถใช้เงินกู้แทนการใช้เงินทุน (Equity) ได้ ทันทีหากต้องการลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งมีความสะดวกและคล่องตัวสูงได้
อีกทั้ง กองทุน TFF และ EGATIF มีลักษณะเด่นด้วยผลตอบแทนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน สำหรับกองทุน TFF ปัจจุบันให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 4.6-4.7% โดยมีระยะเวลาลงทุนเหลืออีกกว่า 20 ปี ถือว่าน่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก
“จุดเด่นสำคัญ” ของ TFF คือความยืดหยุ่นทางการเงินที่สามารถกู้เงินได้สูงถึง 3 เท่าของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV)ทำให้รัฐสามารถใช้เงินกู้แทนการใช้ส่วนทุน (Equity) อย่างไรก็ตามในส่วนของ TFF แม้ผู้ประเมินราคาอาจจะเคยประเมินไว้ต่ำ แต่ในความเป็นจริงปริมาณการจราจร (Traffic) ของทางด่วนทั้ง 2 สายที่กองทุนไปลงทุนนั้นเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเติบโตของปริมาณการใช้งานนี้ส่งผลให้ผู้ประเมินปรับมูลค่าทรัพย์สินให้สูงขึ้นกว่าราคาต้นทางที่เคยลงทุนไว้ ซึ่งสะท้อนถึงผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว
ขณะี่ กองทุน EGATIFให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า กองทุน TFF เนื่องจากมีระยะเวลาการลงทุนที่สั้นกว่า โดยเหลืออายุการลงทุนประมาณ 10 ปี หากมีทรัพย์สินใหม่เข้ามาเติม ก็สามารถขยายระยะเวลาของกองทุนออกไป
พร้อมกันนี้ ยังมองโอกาสการลงทุนในกลุ่ม Infrastructure โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ Data Center, ICT และไฟฟ้า เป็นกลุ่มที่สร้างกำไรเติบโตโดดเด่น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของเทคโนโลยี และ AI ในปัจจุบัน
“กองทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่มีกำหนดอายุที่ตายตัว หากรัฐวิสาหกิจมีการนำสินทรัพย์ใหม่ ๆ เข้ามาเติมในกองทุน ก็จะสามารถขยายอายุของกองทุนออกไปได้ตามระยะเวลาของสินทรัพย์นั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการสร้างความต่อเนื่องในการลงทุน และให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนในระยะยาว”
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ในส่วนของเฟทโก้ได้มีการหารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางที่ “ตลาดทุนไทย” จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
โดยเน้นย้ำว่า ตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็งและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลสามารถใช้ในการระดมทุน เพื่อทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งทางตลาดทุนไทยมีความพร้อม และได้นำเสนอแนวทางที่จะทำให้การระดมทุนน่าสนใจยิ่งขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงิน
ทั้งนี้ มองว่าหากรัฐบาลต้องการเข้าถึง “แหล่งเงินทุน” ที่ไม่ใช่หนี้ สามารถใช้เครื่องมือตลาดทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตอนนี้ภาครัฐก็น่าจะมีแนวคิดในหลากหลายรูปแบบ เชื่อว่าในส่วนนี้หากมีความชัดเจน จะสร้างเซนทริเมนต์ที่ดีในตลาดหุ้นไทย และดึงดูดฟันด์โฟลว์เข้ามาเพิ่มขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลังนี้


