วันเสาร์ ที่ 20 มิถุนายน 2569

Login
Login

ถอดบทเรียน Women & Wealth ‘มาดามเดียร์’ แชร์บทเรียนล้ม-ลุกในโลกการเงิน แนะใช้วินัย-ข้อมูลสร้างความมั่งคั่ง

บนเวที “Women & Wealth : แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตการเงินก็เปลี่ยน” ภายในงาน SET in the City 2026 ผู้หญิงจากหลากหลายเส้นทางชีวิต ทั้งนักธุรกิจ ผู้บริหาร นักลงทุน และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านการเงิน ร่วมถ่ายทอดบทเรียนสำคัญจากประสบการณ์จริง ทั้งการเผชิญความท้าทายในโลกที่ผู้ชายมีบทบาทหลัก การล้มเหลวจากการลงทุนผิดพลาด ไปจนถึงการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ ก่อนตกผลึกเป็นแนวคิดร่วมกันว่า “วินัย ความรู้ การบริหารความเสี่ยง และทัศนคติที่ถูกต้อง” คือรากฐานสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

ถอดบทเรียน Women & Wealth ‘มาดามเดียร์’ แชร์บทเรียนล้ม-ลุกในโลกการเงิน แนะใช้วินัย-ข้อมูลสร้างความมั่งคั่ง

วทันยา บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด กล่าวในงาน SET in the city 2026 ภายใต้หัวข้อ "Women & Wealth : แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตการเงินก็เปลี่ยน" ว่า ตลอดเส้นทางอาชีพต้องทำงานในแวดวงที่ผู้ชายมีบทบาทหลักมาตลอด ตั้งแต่งานโบรกเกอร์ การเป็น CEO ในวัย 25 ปี ไปจนถึงการบริหารทีมฟุตบอลชายทีมชาติไทยและบทบาทในโลกการเมือง โดยสิ่งที่ทำให้ก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ได้ คือการไม่ตีกรอบตัวเองด้วยเรื่องเพศ แต่มองว่าทุกคนคือมนุษย์เหมือนกัน โดยใช้จุดแข็งของผู้หญิงอย่างความละเอียดอ่อนและการใส่ใจรายละเอียดมาใช้ในการบริหารจัดการ จนสามารถวางระบบทีมฟุตบอลอย่างมีประสิทธิภาพและพาทีมคว้าเหรียญทองซีเกมส์ได้สำเร็จ

ขณะที่บนเส้นทางการลงทุน “จุดแข็งของผู้หญิง” ไม่ได้มีเพียงความรอบคอบ แต่ยังต่อยอดเป็น “กลยุทธ์การลงทุนอย่างเป็นระบบ” ที่ช่วยสร้างวินัย ลดความผิดพลาด และเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว โดยหัวใจสำคัญคือการใช้ ความละเอียดอ่อน และ ความอดทน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ผู้หญิงมีข้อได้เปรียบในโลกการลงทุนจากความสามารถในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ควบคู่กับความอดทนในการเรียนรู้ ติดตามข้อมูล และทำตามแผนการลงทุนอย่างมีวินัย อีกทั้งยังมักมองความเสี่ยงในมิติที่กว้างกว่าเพียงผลตอบแทนของตนเอง เพราะต้องคำนึงถึงความมั่นคงของครอบครัวและคนรอบข้าง ทำให้ทุกการตัดสินใจลงทุนผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความละเอียดอ่อนอาจกลายเป็นข้อจำกัดได้ หากนำไปสู่ความลังเลในช่วงเวลาสำคัญ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนจุดแข็งนี้ให้เป็น “ระบบการตัดสินใจ” ที่ชัดเจน โดยยึดข้อมูลเป็นฐาน ไม่ลงทุนตามกระแส พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ทั้งการกระจายพอร์ตและการประเมินระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

"เริ่มจากสำรวจจุดแข็ง–จุดอ่อนของตัวเอง เพื่อออกแบบแนวทางลงทุนที่เหมาะสม และยึด 3 หลักสำคัญ ได้แก่ มีข้อมูลก่อนลงทุน ประเมินระดับการขาดทุนที่รับได้ และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ เพราะเมื่อมีแผนและข้อมูลที่ชัดเจน ก็จะช่วยให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจและมีวินัยมากขึ้น"

นอกจากนี้ การสร้างความมั่งคั่งจากการลงทุนอย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการไล่ล่าผลตอบแทนสูงในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจากการมี “ทัศนคติที่ถูกต้อง” โดยเฉพาะการแยกให้ออกระหว่าง ความทะเยอทะยาน กับ ความโลภ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการวางแผนการเงินในระยะยาว

โดยแนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า “ความทะเยอทะยาน” คือแรงผลักดันที่ทำให้คนอยากสร้างชีวิตที่ดีขึ้น อยากสร้างโอกาสให้ตนเองและครอบครัว ซึ่งเป็นแรงจูงใจเชิงบวกในการลงทุน ขณะที่ “ความโลภ” คือการมุ่งหวังผลตอบแทนโดยไม่คำนึงถึงโอกาสและความเสี่ยงที่แท้จริงของสินทรัพย์ ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหาย โดยเฉพาะในภาวะที่นักลงทุนตัดสินใจจากอารมณ์มากกว่าหลักการ

อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากประสบการณ์ในการลงทุนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่า การเก็งกำไรใน “หุ้นสายซิ่ง” หรือการไล่ตามกระแสตลาดด้วยความโลภ อาจไม่ได้เป็นเส้นทางสู่ความมั่งคั่งที่แท้จริง แต่ทว่าตรงกันข้าม ความมั่นคงทางการเงินมักเกิดจากการลงทุนอย่างมีวินัย ผ่านเครื่องมือที่เหมาะสมกับเป้าหมาย เช่น การออม การลงทุนในกองทุน และการเลือกลงทุนในหุ้นที่มี ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง หรือหุ้นกลุ่ม Fundamental ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าได้ในระยะยาว

"หัวใจสำคัญของการลงทุนคือการเชื่อในคุณค่าของสินทรัพย์ที่เลือกลงทุนจริง ๆ ว่าเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี 20 ปี หรือยาวนานกว่านั้น สินทรัพย์ดังกล่าวยังมีศักยภาพเติบโตและสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อเพราะคาดหวังว่าราคาจะปรับขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น"

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความกลัวขาดทุน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือผู้มีประสบการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้นักลงทุนเติบโตไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งหมด หากเป็นการเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น เพราะทุกครั้งที่ขาดทุนหรือเจ็บตัวในตลาด ย่อมมาพร้อมบทเรียนที่มีค่า และผลักดันให้นักลงทุนกลับไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอย่างจริงจัง

ดังนั้นการลงทุนจึงไม่ต่างจากการเรียนขับรถ แม้จะอ่านตำราหรือฟังคำแนะนำมากเพียงใด แต่หากไม่เคยลงสนามจริง ก็ยากจะเข้าใจความรู้สึกของการตัดสินใจในจังหวะสำคัญได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเข้าซื้อ การถือครอง หรือการตัดสินใจขายออก ประสบการณ์ตรงจากการลงมือทำซ้ำ ๆ เท่านั้นที่จะค่อย ๆ สร้างความเข้าใจและความมั่นใจให้กับนักลงทุน

ด้วยเหตุนี้ แนวทางที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การรอให้ตัวเอง “พร้อม 100%” แล้วค่อยเริ่มลงทุน แต่คือการเริ่มต้นจากขนาดที่เหมาะสม ภายใต้ความเข้าใจในความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ พร้อมเรียนรู้และปรับปรุงไปทีละขั้น เพราะประสบการณ์จริงระหว่างทางจะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ตำราไม่สามารถสอนได้

ในอีกด้านหนึ่ง การบริหาร Downside Risk หรือการจำกัดความเสียหาย ก็เป็นทักษะที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทน นักลงทุนควรเปลี่ยนจากความกลัวแบบไร้ทิศทาง มาเป็นการหาข้อมูลเพื่อปิดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด รวมถึงต้องกล้าตัดสินใจแม้ในวันที่ต้องยอมรับการขาดทุน หรือ Cut Loss เพราะการยอมรับความผิดพลาดได้เร็ว อาจเป็นบทเรียนแรกที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนและทำให้เติบโตขึ้น

นอกจากนี้ การเริ่มต้นลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยยังถือเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีเวลาเก็บเกี่ยวทั้งผลตอบแทนและประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองลงทุนจริงภายใต้การดูแลของผู้มีประสบการณ์ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยปลูกฝังวินัยทางการเงินและสร้างความเข้าใจเรื่องการลงทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ถอดบทเรียน Women & Wealth ‘มาดามเดียร์’ แชร์บทเรียนล้ม-ลุกในโลกการเงิน แนะใช้วินัย-ข้อมูลสร้างความมั่งคั่ง

ด้านณัฐชนก มานะสมจิตร หรือ บุ้งกี๋ เจ้าของเพจ GEE Money & More ที่มีผู้ติดตามกว่า 1.9 แสนคน เปิดบทเรียนสำคัญจากชีวิตการลงทุนในความผิดพลาดครั้งใหญ่สามารถเปลี่ยนชีวิตได้จริง หลังเคย “พอร์ตแตก” จนต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เมื่อราว 10 ปีก่อน จึงตัดสินใจไปทำงานที่สิงคโปร์เพื่อตั้งหลักชีวิตอีกครั้ง พร้อมทบทวนตัวเองอย่างจริงจังว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร และจะอุดรอยรั่วทางความคิดได้อย่างไร

ทั้งนี้ ประสบการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนว่า การสร้างตัวในช่วงเริ่มต้นอาจไม่สามารถยึดติดกับแนวคิด Work-Life Balance ได้เต็มที่เสมอไป เพราะการกลับมาจากจุดติดลบต้องอาศัยทั้งความอดทน ความพยายาม และวินัยอย่างมาก ขณะเดียวกัน ในยุคที่โซเชียลมีเดียเต็มไปด้วยภาพความสำเร็จ นักลงทุนยิ่งต้องมี “Investment Playbook” หรือหลักการลงทุนของตัวเองที่ชัดเจน โดยยึดปัจจัยพื้นฐานเป็นแกนหลัก ทั้งคุณภาพธุรกิจ กระแสเงินสด และธรรมาภิบาลของผู้บริหาร

โดยนักลงทุนควรมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนล่วงหน้า เช่น หากราคาสินทรัพย์ปรับขึ้นหรือลงถึงระดับใดจะตัดสินใจอย่างไร เพื่อลดการใช้อารมณ์ในการลงทุน ขณะเดียวกัน การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดแรงกระแทกทางใจในช่วงตลาดผันผวน

ทั้งนี้ หนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดของตัวเองคือ “ความมั่นใจที่มากเกินไป” ซึ่งทำให้หลงคิดว่าความมั่นใจเท่ากับความถูกต้อง และนำไปสู่การลงทุนที่เสี่ยงเกินตัว กระทั่งเมื่อพอร์ตเสียหายกลับยิ่งพยายามเอาคืนด้วยการยืมเงินจากคนรอบตัวและใช้สินเชื่อดอกเบี้ยสูงเพื่อกลับเข้าสู่ตลาด จนสุดท้ายพบว่าความเสียหายที่แท้จริงไม่ได้มีเพียงตัวเงิน แต่คือ “เวลา” ที่สูญเสียไปจากการต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"เวลาเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของการลงทุน เพราะทุกครั้งที่ต้องรีเซตตัวเอง เท่ากับเสียโอกาสของดอกเบี้ยทบต้นไปด้วย ดังนั้นนักลงทุนควรตั้งเป้าผลตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล ลงทุนตามกำลังของตัวเอง และให้เวลากับผลลัพธ์ในระยะยาว แทนการไล่ล่าผลตอบแทนสูงเกินจริง"

ขณะเดียวกัน ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขในพอร์ต แต่คือ “Balanced Prosperity” หรือการสร้างสมดุลระหว่างอนาคตกับปัจจุบัน เมื่อฐานะการเงินดีขึ้น ก็ควรยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม โดยไม่ละทิ้งวินัยการออมและการลงทุน เพราะสุดท้ายความมั่งคั่งคือการมีชีวิตที่มั่นคง เติบโต และยังมีความสุขระหว่างทาง

ถอดบทเรียน Women & Wealth ‘มาดามเดียร์’ แชร์บทเรียนล้ม-ลุกในโลกการเงิน แนะใช้วินัย-ข้อมูลสร้างความมั่งคั่ง

ส่วนโศธิดา โชติวิจิตร หรือ ทราย เจ้าของเพจ Sai MoneyMonster ที่มีผู้ติดตามกว่า 2.1 แสนคน ถ่ายทอดเส้นทางชีวิตการเงินที่ต้องสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิตจากการลงทุนแบบขาดความรู้ ก่อนเปลี่ยนวิกฤตเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องการสร้างความมั่งคั่ง โดยย้ำว่า “ความรู้ วินัย และการควบคุมอารมณ์” คือหัวใจของการอยู่รอดในโลกการเงิน

โดยจุดเปลี่ยนแรกของชีวิตต่อยอดสู่การทำธุรกิจชุดแต่งงาน แต่เมื่อธุรกิจไปต่อยากจึงเลือกปิดกิจการแทนการกู้เงิน ซึ่งกลายเป็น “Cut Loss” ครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้นจึงนำเงินเก็บทั้งหมดเข้าสู่โลกการลงทุนโดยแทบไม่ศึกษาข้อมูล เริ่มจากลงทุนตามคำแนะนำคนอื่น ก่อนขยับไปสู่บิตคอยน์และโปรเจกต์เหรียญที่หวังผลตอบแทนสูง สุดท้ายกลับสูญเสียเงินเกือบทั้งหมด โดยยอมรับว่าความเสียหายครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความโลภอย่างรุนแรง” ผสมกับการขาดความรู้ จนกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต

จากวันที่ไม่เหลืออะไร แต่ทว่าเลือกไม่จมอยู่กับความผิดหวัง แต่หันกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจัง และตั้งคำถามว่าจะกอบกู้ชีวิตกลับมาอย่างไร โดยเริ่มต้นใหม่ด้วยการตัดสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ออกไป ไม่ว่าจะเป็นการโทษตัวเองหรือการจมอยู่กับความเสียใจ และหันมาโฟกัสกับการอ่านหนังสือ ศึกษาการเงิน และเรียนรู้การลงทุนอย่างเป็นระบบ

นอกจากบทเรียนเรื่องการลงทุน ยังให้ความสำคัญกับ “การวางแผนการเงินในชีวิตคู่” โดยมองว่าเรื่องเงินเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่คู่รักควรเปิดใจพูดคุยกันตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เป้าหมายชีวิต ไลฟ์สไตล์ หรือทัศนคติต่อความมั่นคงทางการเงิน เพื่อป้องกันความคาดหวังที่ไม่ตรงกันในอนาคต

"ผู้หญิงควรมีรายได้และความมั่นคงทางการเงินของตัวเอง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เพราะรายได้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจและศักดิ์ศรีในการใช้ชีวิต แต่ยังเป็นหลักประกันสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของชีวิตคู่และอนาคตของครอบครัว"

ขณะเดียวกัน ได้สะท้อนแนวคิด “สมการแห่งความมั่งคั่ง” ว่า การสร้างฐานะในระยะยาวไม่ได้อาศัยแค่การมีเงินทุน แต่ต้องประกอบด้วย 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ เงิน เวลา วินัย และการลงมืออย่างถูกวิธี โดยเฉพาะ “เวลา” และ “วินัย” ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการทำให้เงินเติบโตอย่างยั่งยืน