บรรยากาศการลงทุนในหุ้น SpaceX หรือ SPCX ยังคงเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลก หลังเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาด Nasdaq เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 โดยราคาหุ้นปรับตัว “ร้อนแรง” ในช่วงแรกของการซื้อขาย ก่อนล่าสุดจะเผชิญแรงขายจนร่วงลงในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่เริ่มชัดเจนมากขึ้น
โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ ความเสี่ยงจากการสิ้นสุดช่วง Lock-up ซึ่งอาจเปิดทางให้ผู้ถือหุ้นเดิมทยอยนำหุ้นออกมาขาย และเพิ่มแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะต่อไป ซึ่งตลาดสหรัฐเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2569 หุ้น SPCX ปรับตัวลงแรงประมาณ 5% ปิดแถว 192 ดอลลาร์/หุ้น หลังจากก่อนหน้านี้พุ่งขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่วัน IPO จนทำจุดสูงสุดระหว่างวันเหนือ 220 ดอลลาร์ ได้ไม่นาน
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ SpaceX จะเป็นบริษัทที่มีศักยภาพการเติบโตสูงจากธุรกิจอวกาศและเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่ทว่าในระยะสั้นยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันราคาหุ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจาก Free Float ที่ยังมีจำกัด เนื่องจากหุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือผู้ถือหุ้นรายใหญ่ อย่าง Elon Musk ทำให้ราคาหุ้นผันผวนได้ง่าย และตลาดยังกังวลว่าหากหลังพ้นช่วง Lock-up อาจมีหุ้นจำนวนมากถูกนำออกมาขาย ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังมีความกังวลต่อโครงสร้างธุรกิจของ SpaceX หลังจากที่นำธุรกิจ AI อย่าง xAI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท แม้ Starlink บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของ SpaceX จะยังมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง แต่ตลาดยังไม่มั่นใจในการสร้าง
รายได้ของ xAI อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับดีลซื้อ X (Twitter เดิม) ของ Elon Musk ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องมูลค่าสูงเกินไป ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนมองว่า xAI อาจเป็นปัจจัยถ่วงมูลค่าบริษัทได้
นอกจากนี้ Valuation อยู่ในระดับสูงมาก ซึ่งสูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีส่วนใหญ่ รวมถึงมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเข้าตลาด สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตค่อนข้างมาก ส่งผลให้ราคาหุ้นวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปแล้ว และหากรายได้หรือผลประกอบการในอนาคตไม่เติบโตได้ตามที่ตลาดคาดหวัง ก็มีความเสี่ยงที่หุ้นจะเผชิญแรงกดดันจากการปรับฐานในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวของ SpaceX กลยุทธ์การลงทุนเหมาะกับการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการถือยาว โดยให้กรอบเคลื่อนไหวที่ 150-190 ดอลลาร์แต่ถ้าหากราคาปรับขึ้นเหนือ 200 ดอลลาร์ ควรเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากมีโอกาสเผชิญแรงขายทำกำไร
ราคาหุ้นขับเคลื่อนด้วย “ความคาดหวัง”
นายวิศกรณ์ คีรีวรรณ, CFA นักกลยุทธ์การลงทุนอาวุโส บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวถึงมุมมองต่อการลงทุนใน SpaceX ว่า แม้ SpaceX จะมีการเติบโตสูงจากความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ รวมถึงโอกาสต่อยอดสู่ธุรกิจ AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในอวกาศ แต่ทว่าการลงทุนยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยเฉพาะ Valuation ที่อยู่ในระดับสูงมาก ขณะที่บริษัทยังขาดทุน และมีกระแสเงินสดติดลบ สะท้อนว่าราคาหุ้นปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคตมากกว่าปัจจัยพื้นฐานด้านกำไร
ทั้งนี้ SpaceX มีลักษณะคล้าย Tesla ในช่วงเริ่มต้นที่มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจ และรายได้มากกว่าการสร้างกำไร ทำให้ตลาดยังต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีในการพิสูจน์ว่า บริษัทจะสามารถเพิ่มรายได้ ได้ตามความคาดหวัง และรองรับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงปัจจุบันได้หรือไม่
นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการที่ SpaceX มีแนวโน้มจะถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq 100 ภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินจากกองทุนดัชนี และ ETF ที่อ้างอิงดัชนีดังกล่าวไหลเข้าสู่หุ้นโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ลงทุนใน SpaceX อยู่แล้วควบคู่กับการลงทุนผ่าน Nasdaq 100 ควรระมัดระวังการถือครองซ้ำซ้อน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาหุ้นในอนาคต
ราคาเคลื่อนไหวรุนแรงแนะแตะเบรก
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ SpaceX เข้าตลาดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ราคาหุ้น SpaceX มีความผันผวนในระดับสูง ซึ่งราคาหุ้นเคยปรับตัวขึ้นไปทดสอบระดับประมาณ 225 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวกลับลงมาบริเวณ 191 ดอลลาร์ สะท้อนถึงแรงเก็งกำไร และความคาดหวังของนักลงทุนที่ยังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ SpaceX ถือเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินมูลค่าได้ยาก เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังต่ออนาคตเป็นหลัก แตกต่างจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในกลุ่ม 7 นางฟ้าที่มีฐานรายได้ และกำไรชัดเจนอยู่แล้ว ขณะที่ Free Float ยังมีอยู่ค่อนข้างจำกัด ส่งผลให้ราคาหุ้นมีโอกาสเคลื่อนไหวรุนแรงจากแรงซื้อขายของนักลงทุน ดังนั้น นักลงทุนควรจำกัดสัดส่วนการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และไม่ควรนำเงินลงทุนส่วนใหญ่ไปกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงตัวเดียว
“แม้ SpaceX จะเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกในระยะยาว แต่การลงทุนในปัจจุบันยังคงเป็นการเดิมพันบนความคาดหวังต่ออนาคตมากกว่าผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวัง รวมถึงศึกษาปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบด้าน และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสมก่อนตัดสินใจลงทุน”
หวั่นแรงเทขายหลังปลดล็อก
อดัม จอห์นสัน ผู้จัดการพอร์ตของกองทุนบูลส์อาย อเมริกัน อินเจนูอิตี ฟันด์ กล่าวเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในหุ้นสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ โดยให้เหตุผลเรื่องมูลค่าของบริษัทที่พุ่งทะยานขึ้นไปมากกว่าร้อยเท่า และทำให้นึกถึงช่วงฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีในช่วงวิกฤติฟองสบู่ดอตคอม ในขณะที่หุ้นสเปซเอ็กซ์เริ่มปิดลบแล้ว หลังจากบวกติดต่อกันมา 3 วันทำการ
จอห์นสันให้สัมภาษณ์ในรายการของฟ็อกซ์นิวส์ ว่า ปัจจุบันมีการซื้อขายหุ้นสเปซเอ็กซ์กันอยู่ที่ระดับมูลค่าประมาณ 150 เท่าของยอดขาย (P/E) ซึ่งเป็นระดับที่สูงมาก และทำให้นึกถึงกรณีของบริษัทซิสโก (Cisco) ในช่วงฟองสบู่ดอตคอมเมื่อปี 1999 โดยหลังจากการซื้อขายหุ้นซิสโกที่มูลค่าสูงลิ่วในยุคนั้น ราคาหุ้นต้องใช้เวลานานถึง 26 ปี กว่าจะกลับมาสู่จุดคุ้มทุนสำหรับนักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงจุดสูงสุด จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทยังไม่สามารถทำกำไรได้ในปัจจุบัน
ความเห็นนี้มีขึ้นในขณะที่ราคาหุ้นของสเปซเอ็กซ์ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกเมื่อวันพุธ นับตั้งแต่การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ และยังสามารถทำราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% ตลอดช่วงสามวันทำการแรกของการซื้อขาย โดยราคาหุ้นร่วงลงประมาณ 5% ที่ราคา 191.82ดอลลาร์ แต่ก็ยังสูงกว่าราคาไอพี่โอที่ 135 ดอลลาร์อยู่มากกว่า 42% ขณะที่ราคาในช่วงก่อนเปิดตลาดวันที่ 18 มิ.ย. ยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวน
ก่อนหน้านี้เมื่อวันอังคารที่ 16 มิ.ย. สเปซเอ็กซ์ได้เริ่มการซื้อขายสัญญาออปชั่นเป็นวันแรกซึ่งตลาดให้ความสนใจอย่างคึกคัก โดยคริส เมอร์ฟี นักกลยุทธ์ของบริษัทซัสเควฮันนา ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า หุ้นสเปซเอ็กซ์มีปริมาณการซื้อขายสัญญา Call Option สูงเป็นอันดับ 5 ของวัน ตลาดให้น้ำหนักราว 15% ที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นอีก 50% แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ประมาณ 13% ที่ราคาหุ้นจะลดลง 50% ในช่วงเวลาเดียวกัน
“ฝั่ง Call สะท้อนความต้องการเก็งว่าหุ้นจะพุ่งขึ้นอีกมาก ขณะที่ฝั่ง Put สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับหุ้นที่จะทยอยปลดล็อก ความเสี่ยงด้านมูลค่าหุ้น และความเป็นไปได้ที่กระแสความคึกคักหลังเข้าตลาดจะค่อยๆ จางหายไป“ เมอร์ฟีกล่าว ”ผลลัพธ์คือสถานการณ์การลงทุนที่ยาก ความผันผวนปลายทางดูแพงเกินกว่าที่จะซื้อ แต่ก็อันตรายเกินกว่าที่จะขาย”
ด้านปีเตอร์ บูควาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบริษัท วัน พอยท์ บีเอฟจี เวลธ์ พาร์ทเนอร์ส กล่าวกับซีเอ็นบีซีว่า นักลงทุนกำลังซื้อขายสตอรี โมเมนตัม ความตื่นเต้น และตัวอีลอน มัสก์ แต่สุดท้ายแล้วปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจะต้องพิสูจน์ตัวเองให้สอดคล้องกับความคาดหวังเหล่านั้น และระบุด้วยว่าหากบริษัททำได้ ก็ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แต่ด้วยมูลค่าที่สูงในระดับมหาศาล บริษัทจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถเติบโตจนรองรับมูลค่าดังกล่าวได้จริง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีกหลายปี
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์


