'SCGP' ปรับตัวเชิงรุกรับระเบียบ EPR ให้ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต เน้นการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อรีไซเคิล สอดรับเทรนด์ผู้บริโภคที่มีการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้นและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการด้านความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะ "กฎหมาย EPR" หรือ Extended Producer Responsibility ที่กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าสินค้าต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์ "ตลอดวงจรชีวิตหลังการใช้งาน"
ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่ผลักดันให้อุตสาหกรรมต้องปรับบทบาทจากการมุ่งเน้นเฉพาะการผลิต ไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมพัฒนาโซลูชันใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ SCGP ได้ปรับตัวเชิงรุกเพื่อพร้อมรับกติกาใหม่ของโลกอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการผ่านแนวคิด Design for Recycling หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ลดการใช้วัสดุและคำนึงถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ต้นทาง ตัวอย่างเช่น Go-Pak UK Limited ธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารของ SCGP ในสหราชอาณาจักร ที่มุ่งลดค่า EPR ผ่านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อาทิ การเลือกใช้ rPET หรือ Recycled PET Resin สำหรับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ รวมถึงการเลือกใช้กระดาษรีไซเคิลในส่วนที่ไม่ได้สัมผัสอาหาร เช่น ปลอกแก้วกาแฟ นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาเครือข่ายรับคืนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้ว หรือ Recycling Network ตามหลัก IPR หรือ Individual Producer Responsibility เพื่อนำทรัพยากรกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ
นายดนัยเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า บรรจุภัณฑ์มีอย่างน้อย 3 หน้าที่ ได้แก่ 1) Protect หรือการปกป้องสินค้า 2) Preserve หรือการคงคุณภาพสินค้า และ 3) Promote หรือการนำเสนอและสื่อสารสินค้า แต่เมื่อหน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลง ความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรมยังไม่สิ้นสุดตามไปด้วย
“การจัดการบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วให้ดีที่สุดคือการนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือนำกลับมารีไซเคิล และนี่คือหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งปัจจุบัน SCGP ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์กระดาษให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% และมีสัดส่วนของวัสดุรีไซเคิลที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ในธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษ 93%”
นอกจากกฎหมายและข้อบังคับ พฤติกรรมผู้บริโภคยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในอนาคต โดย SCGP มองเห็นโอกาสการเติบโตผ่าน 4 เทรนด์หลัก ได้แก่
- Aging Society หรือสังคมผู้สูงอายุ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสะดวก ความปลอดภัย ความสะอาด และความโปร่งใส
- Pet Harmonization หรือการดูแลสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว
- Digital Transformation ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องการข้อมูลเชิงลึกที่รวดเร็วและตรงประเด็นมากขึ้น โดยบรรจุภัณฑ์สามารถเป็นหนึ่งในช่องทางสื่อสารข้อมูลสำคัญได้
- Sustainability หรือความยั่งยืน ที่ผู้บริโภคต้องการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
จากเทรนด์เหล่านี้ SCGP เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและตลาดโลก อาทิ Mono-Material Flexible Packaging บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ผลิตจากพลาสติกชนิดเดียว ช่วยให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น และ Fest Redi Pak บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารแช่เย็นพร้อมอุ่นร้อน ผลิตจากกระดาษและเคลือบด้วยพลาสติกฟิล์มที่สามารถลอก แยก และทิ้งเพื่อนำไปรีไซเคิลได้ ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภค
ในด้านบรรจุภัณฑ์กระดาษ SCGP ยังพัฒนา Green Carton by SCGP นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกที่ดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้กระดาษ ลดน้ำหนักกล่อง แต่ยังคงประสิทธิภาพการใช้งาน ช่วยลดพลังงานในการผลิตและขนส่ง รวมถึงลดต้นทุนในภาพรวม
นอกจากนี้ ยังมี Shelf-Ready Packaging บรรจุภัณฑ์สำหรับวางบนชั้นวาง ที่สามารถเปิดตามรอยปรุและวางขายได้ทันทีเมื่อขนส่งถึงจุดจำหน่าย และ Octagon กล่องทรงแปดเหลี่ยมที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงสำหรับการขนส่ง พร้อมลดการใช้วัสดุ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


