วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

จับสัญญาณ 'บิ๊กล็อต' การบินไทย หลังออมทรัพย์ 'ปรับพอร์ต' รับดีมานด์ 'พาสซีฟฟันด์'

'นักวิเคราะห์' มองสหกรณ์ออมทรัพย์และผู้ถือหุ้นรายอื่นขายหุ้น 'THAI' ผ่านกระดานบิ๊กล็อตมูลค่ารวมกว่า 9.2 พันล้านบาท เป็นไปเพื่อปรับพอร์ตรับดีมานด์กองทุนพาสซีฟฟันด์ที่เพิ่มขึ้นหลัง THAI ถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50-SET100 คาดปลดล็อกหุ้นแปลงทุนส่วนที่เหลืออีก 75% อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นในระยะสั้นอยู่ในกรอบ 6-7 บาทต่อหุ้น

จากกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานรายใหญ่หรือ "บิ๊กล็อต" ของหุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ของกลุ่มผู้ถือหุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์และผู้ถือหุ้นรายอื่น ในช่วงเช้าวันที่ 18 มิ.ย. 2569 จำนวน 69 รายการ รวม 1,545,393,200 หุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 9,272.36 ล้านบาทนั้น

นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า รายการดังกล่าวเกิดจากแรงขายเพื่อปรับพอร์ตการลงทุนของผู้ถือหุ้น เนื่องจากเล็งเห็นถึงความต้องการซื้อหรือดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้นของกองทุนต่าง ๆ หลังจาก THAI ได้รับการคัดเลือกให้เข้าคำนวณในดัชนี SET50-SET100 โดยคาดว่ากองทุนที่มีลักษณะการลงทุนแบบพาสซีฟ (Passive Fund) จะเริ่มทยอยปรับน้ำหนักหุ้น THAI เพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้

ทั้งนี้ การปลดข้อกำหนดห้ามซื้อขายหุ้นแปลงหนี้เป็นทุน และหุ้นไซเลนต์พีเรียด (Silent Period) ส่วนที่เหลืออีก 75% จำนวน 1.98 หมื่นล้านหุ้นหรือคิดเป็น 70% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท มองว่าจะเป็นปัจจัยกดดันอัปไซด์ราคาหุ้นในระยะสั้น ให้เคลื่อนไหวไซด์เวย์อยู่ในกรอบ 6-7 บาทต่อหุ้น แต่จะไม่ลงไปต่ำกว่า 6 บาทเนื่องจากมีดีมานด์จากกองทุนและนักลงทุนรองรับ

ด้านปัจจัยพื้นฐาน ผลการดำเนินงานของบริษัทการบินไทยในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2569 ยังส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 เนื่องจากเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยว ประกอบกับราคาน้ำมันเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ผลประกอบการยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งมีฐานกำไรที่สูง เนื่องจากมีรายจ่ายพนักงานและต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ในกรอบราคาเป้าหมายที่ 7 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าแอ็กทีฟฟันด์ (Active Fund) จะชะลอการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนออกไปก่อน จนกว่าจะผ่านพ้นช่วงครบกำหนดล็อกอัป (Lock-up) ช่วงเดือน ส.ค. นี้

นายธีรัตน์ ธนารัตน์พินันท์ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การขายบิ๊กล็อตในราคาที่ต่ำกว่าตลาดก่อให้เกิดแรงกดดันเชิงลบต่อราคาหุ้น THAI อย่างไรก็ดีการที่มีกลุ่มนักลงทุนสนใจรับซื้อหุ้นบิ๊กล็อตในครั้งนี้ถือเป็นการสะท้อนว่าดีมานด์ในตลาดยังคงแข็งแกร่ง

แม้ไตรมาส 2 ปี 2569 อาจเป็นช่วงที่ผลการดำเนินงานของ THAI เผชิญกับความท้าทายมากที่สุด จากการรับรู้ผลกระทบจากราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นเกือบเต็มไตรมาส แต่ปัจจัยพื้นฐานของ THAI ยังถือว่าแข็งแกร่ง และอาจฟื้นตัวกลับมาได้ภายในไตรมาส 3-4 ด้วยการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและการปรับตัวของธุรกิจเอง

สำหรับการเข้าคำนวณในดัชนี SET50-SET100 ของ THAI คาดว่าจะหนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้าทั้งจากพาสซีฟและแอ็กทีฟฟันด์อย่างแน่นอน เพียงแต่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา คงคำแนะนำ “ซื้อ” เมื่อพิจารณาจากมูลค่าหุ้นและระดับเงินปันผลในปัจจุบัน แต่ควรรอจังหวะสะสมหลังผ่านช่วงวันที่ 3-4 ส.ค. ซึ่งเป็นวันครบกำหนดล็อกอัป