"หุ้นไทย" เช้านี้ (18 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,585.63 จุด ปรับตัวลดลง 1.44 จุด หรือ 0.09% นักวิเคราะห์ชี้แม้ผลการประชุมเฟดจะส่งสัญญาณนโยบายการเงินเข้มงวดมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ลดลงและการเร่งลงทุนในประเทศอาจช่วยพยุงดัชนีไว้ได้
"ตลาดหุ้นไทย" เช้าวันนี้ (18 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,585.63 จุด ปรับตัวลดลง 1.44 จุด หรือ 0.09% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,596.44 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,584.14 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 44,551.70 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- SCB ราคาปิด 142.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 3,307.42 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 347.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 2,346.61 ล้านบาท
- KTB ราคาปิด 36.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท หรือ 2.10% มูลค่าซื้อขาย 2,255.83 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 206.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 0.49% มูลค่าซื้อขาย 1,799.47 ล้านบาท
- BBL ราคาปิด 176.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.15% มูลค่าซื้อขาย 1,493.63 ล้านบาท
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยในวันนี้มีแนวโน้มตอบรับผลการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ในเชิงลบจำกัด
แม้แผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยหรือ "ดอตพลอต" จะส่งสัญญาณเข้มงวดหรือ "ฮอว์กิช" มากกว่าคาด โดยกรรมการ 9 จาก 18 คนมองว่ามีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปี 2569 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกึ่งกลางหรือ "เมเดียนเรท" สิ้นปีขยับขึ้นสู่ 3.8% จาก 3.4% อย่างไรก็ตาม ตลาดพันธบัตรสะท้อนว่าเฟดอาจเข้มงวดเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป
ปัจจัยต่างประเทศ ได้แรงหนุนจากพัฒนาการเชิงบวกของการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ความขัดแย้ง ระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ประกอบกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 78-79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้ออาจลดลงเร็วกว่าที่เฟดประเมินไว้
ส่งผลให้เงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือ "บอนด์ยีลด์" มีโอกาสแข็งค่าจำกัด ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อหรือ "พีเอ็มไอ" โลกฟื้นตัวเปิดภาพบวกต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย
ปัจจัยภายในประเทศได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและลดต้นทุนภาคธุรกิจในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ
นอกจากนี้ ยังได้แรงหนุนจากการเร่งตัวของวัฏจักรการลงทุน โดยนายกรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC และคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจหรือ กรอ. เพื่อเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ประกอบกับเริ่มเห็นกระแสเงินทุนต่างชาติหรือ "ฟันด์โฟลว์" ไหลกลับเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยหากไม่รวมรายการซื้อขายรายใหญ่หรือ "บิ๊กล็อต"
สำหรับแนวโน้มระยะต่อไป คาดว่าดัชนีจะฟื้นตัวมีแนวต้านอยู่ที่ 1,600-1,605 จุด แนวรับอยู่ที่ 1,580-1,574 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือ หากราคาน้ำมันทรงตัวต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อเนื่อง และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐานหรือ "คอร์พีซีอี" ชะลอลง เฟดอาจกลับมาปรับมุมมองผ่อนคลายมากขึ้นในการประชุมรอบเดือน ก.ย. ซึ่งจะช่วยจำกัดกรอบขาลงและเปิดโอกาสปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเอเชียและไทยในช่วงครึ่งหลังของปี
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มได้ประโยชน์จากต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ขาลง กลุ่มการลงทุนในประเทศ และกลุ่มได้ประโยชน์จากความตึงเครียดที่ลดลง โดยมีหุ้นเด่นคือ KBANK ได้ประโยชน์จากการเร่งลงทุนภาครัฐ หนุนสินเชื่อฟื้นตัวและรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งหรือ "เวลธ์" ต่อมาคือ SCC ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลงและวัฏจักรการลงทุน และ MTC ได้อานิสงส์จากส่วนต่างความเสี่ยงหรือ "ริสก์พรีเมียม" ที่ลดลง ช่วยหนุนคุณภาพสินทรัพย์และจิตวิทยากลุ่มการเงิน

