วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน 2569

Login
Login

มองโอกาส 'ซอฟต์คอมโมดิตี้' หุ้น 'ยางพารา-เนื้อสัตว์' ครึ่งหลังปี 69

'กลุ่มยางพารา' ครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เสี่ยงผลผลิตน้อยลงและยอดขายหดตัว สวนทางกับ 'กลุ่มเนื้อสัตว์' อาจฟื้นตัวโดดเด่นในไตรมาส 3-4 จากแรงหนุนมาตรการ 'ไทยช่วยไทยพลัส' ดันราคาหมูหน้าฟาร์มเพิ่มขึ้น ร่วมกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงตามค่าระวางเรือและปริมาณผลผลิตในต่างประเทศ

นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ธุรกิจใน "กลุ่มยางพารา" แม้ว่าจะได้ประโยชน์จากราคาที่เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งแรกของไตรมาสที่ 2 สอดคล้องราคาสินค้าทดแทนอย่างยางสังเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่ปริมาณการขายในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าจะลดลงอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากผลผลิตมีน้อย เมื่อนำมาประกอบกับปัจจัย "ซูเปอร์เอลนีโญ" ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จึงมองว่าอุตสาหกรรมยางพาราอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2569

“สถานการณ์สงครามส่งผลกระทบทั้งสองด้านเชิงบวกและเชิงลบ ถ้าราคาดีแต่ของไม่มีขายก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นมองว่าหุ้นกลุ่มนี้อาจยังไม่น่าดึงดูด แต่ถ้าให้เลือกธุรกิจที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากราคายางพาราที่ลดลงต่อจากนี้อาจจะเป็น “ศรีตรังโกลฟส์” (STGT) เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากต้นทุนที่ลดลง”

ในทางกลับกัน ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารหรือ “กลุ่มเนื้อสัตว์” จะทำกำไรในช่วงครึ่งปีหลังได้ดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในไตรมาส 3 เนื่องจากมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้น รวมถึงได้ประโยชน์จากโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ช่วยหนุนความต้องการซื้อของผู้บริโภคหรือดีมานด์ ส่งผลต่อราคาเนื้อหมูฟื้นตัวกลับขึ้นมา หลังก่อนหน้านี้ปรับลดลงจากปัญหาหมูเถื่อน

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยังมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ เช่น บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG ที่หันมาเน้นการส่งออกมากขึ้น และบริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG จากการเร่งเปิดร้านสาขา ทั้งนี้ เพื่อลดผลกระทบของราคาวัตถุดิบที่ขึ้นลงตามวัฏจักร ให้กระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจน้อยที่สุด ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญต่อการเติบโตในอนาคต

นางสาวธรีทิพย์ วงษ์แสงไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า ธุรกิจ "กลุ่มเนื้อสัตว์" ได้รับอานิสงส์จากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2569 เข้ามาช่วยอุดหนุนกำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ส่งเสริมราคาเนื้อหมูหน้าฟาร์มตามรายงานของกระทรวงพาณิชย์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 61-62 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน 

ทั้งนี้ สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มผ่อนคลายลง ยังช่วยลดต้นทุน "ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ" ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนอาหารสัตว์นำเข้าในช่วงก่อนหน้านี้

ประกอบกับปริมาณวัตถุดิบที่เข้าสู่ตลาดโลกในปีนี้อาจทำจุดสูงสุดใหม่ จากสภาพอากาศบริเวณพื้นที่เพาะปลูกที่เอื้อสำหรับการปลูกพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่าง "ข้าวโพดและถั่วเหลือง" โดยคาดว่าจะทำให้ต้นทุนราคาวัตถุดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2 ธุรกิจได้รับผลกระทบจากราคาข้าวโพดในประเทศที่สูงขึ้น ด้วยปริมาณวัตถุดิบที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เมื่อนำราคาขายและต้นทุนของทั้ง 2 ไตรมาสมาเปรียบเทียบส่วนต่างราคากันจะพบว่า ส่วนต่างราคาในไตรมาส 2 ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 จึงคาดว่ากำไรของธุรกิจในไตรมาส 2 อาจดีกว่าไตรมาสที่ 1 เพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารอาจมีกำไรที่ลดลงหรือทรงตัว เนื่องจากราคาหมูในเวลานั้นปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากผิดปกติ ด้วยปัจจัยหลักคือ "โรคระบาดในสุกร"

ในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2569 ธุรกิจอาจมีอัปไซด์เพิ่มขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของการส่งออกเนื้อไก่ไปยังประเทศมาเลเซียและประเทศอื่น ๆ แต่มองว่าธุรกิจยังคงมีความท้าทายในระยะปานกลาง จากการที่ผู้เล่นสำคัญอย่างจีนกำลังจะเปลี่ยนกลยุทธ์จากเน้นนำเข้าเนื้อสัตว์มาเป็นการส่งออก สร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะสินค้าประเภทเนื้อไก่แช่แข็ง ขณะที่ตลาดเนื้อไก่ปรุงสุกยังพอแข่งขันได้