บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุน หลังหลายสำนักวิจัยมองเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาที่มีโอกาสได้รับประโยชน์สูงจากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของไทย ทั้งการเร่งลงทุนด้าน AI, Data Center, โรงไฟฟ้า และโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ มูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาทในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า ขณะที่ Backlog ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และยังมีโอกาสรับงานเพิ่มจากทั้งภาครัฐและเอกชน
อาทิตย์ จันทร์สว่าง ผู้อำนวยการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี เปิดเผยว่า จากการเร่งลงทุนพร้อมกันของภาครัฐ เอกชนและนักลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI และ Data Center ส่งผลให้เกิดการลงทุนใหญ่ในหลายมิติของ eco system อาทิ Data Center, โรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เบื้องต้นเราคาดว่า Data Center ในประเทศไทยจะขยายตัวเร่งขึ้นมากกว่า 4 เท่าตัว ในช่วง 1-5 ปีข้างหน้า จากประมาณ 770MW ในปีนี้เป็น 2,930MW ในปี 2574 มีมูลค่าเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 9 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับงาน Mega Project ของรัฐและงานลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ น่าจะมีมูลค่าเงินลงทุนรวมกันเกิดขึ้นในระบบไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท นับเป็นมูลค่าลงทุนมากสุดในรอบ 10 ปี
ทั้งนี้ STECON เป็นผู้รับเหมาที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดเนื่องจากอยู่ในทุกจุดศูนย์กลางของ Mega trend รอบนี้ โดยเฉพาะงาน Data Center ซึ่งปัจจุบัน STECON เป็นผู้รับเหมาเพียงรายเดียวที่มี Track record ในงานก่อสร้าง Data Center ทำให้ STECON มีความได้เปรียบและมีโอกาสได้งานใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ดังนั้น Backlog จำนวน 123,264 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 แม้เป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่เท่านั้น
สำหรับคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 20.60 บาท มี Upside 19% ตลาดยังไม่สะท้อนมูลค่าจากธุรกิจรับเหมาฯ อย่างเต็มที่ อิงจากมูลค่าตลาดในปัจจุบันที่ 2.6 หมื่นล้านบาท 56% เป็นมูลค่าจากการถือหุ้น GULF (226.5 ล้านหุ้น) หากหักมูลค่าดังกล่าวออก จะเหลือมูลค่าที่ตลาดให้กับธุรกิจรับเหมาฯเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท คิดเป็น P/E แค่ 13-16 เท่า ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับช่วงเติบโตในอดีต การเร่งขึ้นของ Investment capex cycle จะทำให้ธุรกิจรับเหมาไทยเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้นรอบใหม่น่าไปสู่การ Re-rate Valuation หุ้น STECON คล้ายกับรอบการลงทุนของ Mega project (2004-2006 และ 2010-2016) ที่หุ้น ผู้รับเหมารายใหญ่ซื้อขายบน P/E ระดับ 20-30 เท่า
ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า STECON รายงาน Backlog ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 ที่ 122,842 ล้านบาท โดยมีการเซ็นสัญญางานใหม่เข้ามา 6,781 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 แบ่งเป็นงานอาคารเชิงพาณิชย์และด้านสิ่งแวดล้อมและยังคงเป้าเซ็น Backlog ใหม่ในปีนี้ที่ 50,000 ล้านบาท หนุนจาก Mega Projects ภาครัฐในครึ่งปีหลังของปี 2569
ทั้งนี้ สถานะโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากครม.ได้แก่ Motorway (M5,M9, M82), Expresswayกระทู้-ป่าตอง, High Speed Railway (Thai –ChinesePhase 2), จุดพักรถบริเวณ M6, M81, และบึงหนองบอนขณะที่โครงการหลักที่รออนุมัติจากครม. ได้แก่ โครงการรถไฟทางคู่และสนามบินขณะที่โครงการเอกชนที่มีโอกาสได้รับงานได้แก่ อาคารพาณิชย์, Data Center, Power Plant, และIndustrial Plant
นอกจากนี้ ผู้บริหารคาดเห็นผลกระทบจากราคาวัสดุที่ปรับตัวสูงขึ้นเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้มีการเซ็นสัญญา Lock ราคาวัสดุไว้ล่วงหน้า และบริหารด้านการจัดซื้อโดยสำหรับโครงการเอกชนบริษัทฯ ได้มีการเจรจากับลูกค้าและ Suppliers เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อทั้งสองฝ่าย และโครงการภาครัฐมีการเบิกเงินสนับสนุนค่า K ในช่วงเวลาของโครงการที่ได้รับผลกระทบ
ขณะเดียวกัน SG&A/Sales ไตรมาส 1/2569 รายงานที่ 4.1% สูงกว่าเป้าหมายบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม คาดจะเห็นการลดลงมาอยู่ที่ 3-4% จากสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม คาดแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 จะเติบโต QoQ และ YoY หนุนจากเงินปันผล GULF คาดที่ 736 ล้านบาท และธุรกิจรับเหมาฯ คาดเห็นการเติบโตของการรับรู้รายได้ตามแผนที่บริษัทฯ วางเอาไว้เราจึงคงประมาณการกำไรปี 2569 ไว้ที่ 1,586 ล้านบาท +72% YoY และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 15.50 บาทอ้างอิง PBV Valuation ที่ 1.2 เท่า คงคำแนะนำ "TRADING" เนื่องจากราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปพอสมควรแล้วส่งผลให้ Upside เริ่มจำกัดที่ +9.2% เข้าสู่กรอบการเก็งกำไร

