"หุ้นไทย" เช้านี้ (17 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,584.32 จุด ปรับตัวลดลง 3.73 จุด หรือ 0.23% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากนักลงทุนรอติดตามผลการประชุมเฟดในคืนนี้ แต่ในภาพรวมตลาดได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงหลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางคลี่คลาย
"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (17 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,584.32 จุด ปรับตัวลดลง 3.73 จุด หรือ 0.23% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,587.51 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,574.14 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 38,743.99 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- DELTA ราคาปิด 346.00 บาท ลดลง 6.00 บาท หรือ 1.70% มูลค่าซื้อขาย 3,443.59 ล้านบาท
- AOT ราคาปิด 59.75 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.42% มูลค่าซื้อขาย 1,720.26 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 204.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 0.97% มูลค่าซื้อขาย 1,539.52 ล้านบาท
- SCB ราคาปิด 142.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.35% มูลค่าซื้อขาย 1,446.99 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 133.50 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 1.48% มูลค่าซื้อขาย 1,302.95 ล้านบาท
นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด หรือ ASL ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มแกว่งตัวไซด์เวย์รอผลการประชุมของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดในคืนนี้
โดยก่อนหน้านี้ตลาดได้แรงหนุนจากการคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ลดลง หลังสหรัฐและอิหร่านลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันเพื่อยุติสงคราม พร้อมขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน
ปัจจัยต่างประเทศ ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ
ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐเคลื่อนไหวแบบหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์หรือ “เอไอ” ส่งผลให้ดัชนีแนสแด็กและดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงแรง สะท้อนแรงขายในหุ้นเอไอและชิปเซ็ต แม้หุ้นสเปซเอกซ์จะปรับตัวขึ้นโดดเด่นจนมีมูลค่าตลาดแซงหน้าไมโครซอฟท์และแอมะซอน ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับ 4 ของสหรัฐ ฟันด์โฟลว์ในตลาดโลกเปลี่ยนจากภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมาเป็นเปิดรับความเสี่ยง
ปัจจัยภายในประเทศ มีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากการที่กระทรวงพลังงานเตรียมปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดจัดตั้งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับศูนย์ข้อมูลหรือ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ให้จ่ายค่าไฟในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มอื่นเพื่อสะท้อนต้นทุนจริง และนำส่วนต่างมาช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกันรัฐบาลเตรียมทบทวนอัตราค่าไฟภาคครัวเรือน พร้อมเร่งส่งเสริมระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาหรือ "โซลาร์รูฟท็อป" และระบบรับซื้อไฟฟ้าคืนจากประชาชน
ทั้งนี้ ปัจจัยจากการเจรจาสันติภาพสหรัฐและอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กหรือเอสพีพี รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลงและกำลังฟื้นตัว เช่น กลุ่มสายการบิน ขนส่ง และค้าปลีก
ในระยะต่อไป คาดดัชนีตลาดหุ้นไทยหรือเซตอินเด็กซ์แกว่งตัวไซด์เวย์ แนะนำซื้อขายในกรอบแนวรับ 1,580 จุด แนวต้าน 1,608 จุด โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองในคืนวันนี้คือผลการประชุมของ เฟด ซึ่งคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75%
โดยตลาดรอความชัดเจนจากแผนภาพประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือ "ดอทพลอต" รวมถึงถ้อยแถลงของประธานเฟดคนใหม่ว่าจะระบุทิศทางนโยบายการเงินอย่างไร ซึ่งจะกำหนดทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเก็งกำไรในกรอบ โดยมีหุ้นแนะนำเด่นคือ BCPG ให้เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 7.70 บาท นอกจากนี้กลุ่มโรงไฟฟ้าเอสพีพี เช่น BGRIM และ GPSC รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานลดลงและกำลังฟื้นตัว เช่น CPALL, CRC และ AMATA ถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง


