'นักวิเคราะห์' คาด 'กลุ่มไฟแนนซ์' ’เผชิญความเสี่ยงด้านต้นทุนช่วงปลายปี หรือตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นต้นไป จากวัฏจักรดอกเบี้ยกลับมาเป็นขาขึ้น-เงินเฟ้อยังคงเร่งตัว และตัวช่วยอย่าง 'ไทยช่วยไทยพลัส' สิ้นสุด ส่งผลต่อแนวโน้มการออกหุ้นกู้ใหม่ตึงตัวมากขึ้น ส่วนในระยะสั้นธุรกิจต้องรับแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์พุ่งสูงและราคารถมือสองย่อตัวกระทบรายได้ ธุรกิจปรับตัวควบคุมความเสี่ยงเข้มงวด
นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางหุ้นในกลุ่มธุรกิจการเงินหรือ “กลุ่มไฟแนนซ์” ในระยะข้างหน้า มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากวงจรดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงหรือกำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น โดยเป็นผลมาจากอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นจากราคาน้ำมัน (Cost-push inflation) ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น
แม้ผลกระทบอาจยังไม่สะท้อนผ่านงบการเงินของธุรกิจในระยะสั้น เนื่องจากกลุ่มไฟแนนซ์พึ่งพาการกู้เงินจากตราสารหนี้หรือ “หุ้นกู้” เป็นหลัก ซึ่งจะมีการทยอยปรับเปลี่ยนหรือทบทวนราคาค่าธรรมเนียม หรืออัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกเผยให้เห็นเด่นชัดมากขึ้นภายในปี 2570
นอกจากนี้ ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงเดือนก่อนหน้านี้ อาจทำให้คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่มไฟแนนซ์แย่ลงในภาพรวม ผ่านปริมาณหนี้เสีย (NPL) ที่เพิ่มขึ้นและอัตราการผิดนัดชำระที่เร่งตัว อีกทั้งราคาขายรถมือสองในตลาดเดือน เม.ย. 2569 ที่ปรับลดลง อาจทำให้รายได้จากการขายรถยึดของกลุ่มจำนำทะเบียนน้อยลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม คาดว่าราคารถมือสองที่ปรับลดลงนั้นจะยังอยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ กล่าวคือ มีราคาขายเฉลี่ยลดลงราว 3-4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เมื่อประกอบกับการปรับตัวของกลุ่มไฟแนนซ์ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงคาดว่าผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวจะยังอยู่ในกรอบจำกัด รวมถึงยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างโครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งคาดว่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านคุณภาพสินเชื่อได้บ้างในระยะสั้น
ทั้งนี้ กำไรสุทธิกลุ่มไฟแนนซ์ในไตรมาส 2 รวมถึงทิศทางคุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มฟื้นตัวจากไตรมาสที่ผ่านมา แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจเข้ากดดันอยู่บ้าง โดยให้น้ำหนักไปในกลุ่มสินเชื่อกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก ได้แก่ บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และบริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC
ส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตอย่าง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นชนชั้นกลางมีความสามารถในการจ่ายคืนหนี้สูงกว่ากลุ่มฐานรากซึ่งเป็นลูกค้าหลักของกลุ่มจำนำทะเบียน รวมถึงยังมีรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคอยชดเชย
นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลุ่มไฟแนนซ์ยังมีความเสี่ยงซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงปลายปี หรือตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569 เป็นต้นไป หลังสิ้นสุดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ในปัจจุบันคอยพยุงเศรษฐกิจในต่างจังหวัด โดยมองว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจะสะท้อนผ่านการออกหุ้นกู้รุ่นใหม่เพื่อไปชำระคืนหุ้นกู้รุ่นเดิมหรือการ “โรลโอเวอร์” ของธุรกิจที่ตึงตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัจจัยหลักที่กดดันธุรกิจไฟแนนซ์ในระยะสั้นมาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหรือ ‘บอนด์ยีลด์’ ที่เร่งตัวขึ้น อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีท่าทีที่จะนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียด จึงคาดว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว เช่นเดียวกันกับราคารถยนต์มือสองในตลาดซึ่งยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะลดลงต่อเนื่องในระยะยาว
ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 ถึง ไตรมาส 3 คาดว่ากำไรของธุรกิจน่าจะยังเติบโตได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐในเดือน มิ.ย. ซึ่งทำให้ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้มีมากขึ้น สอดคล้องคุณภาพสินเชื่อยังอยู่ในเกณฑ์ดี และแนวโน้มการตั้งสำรองไม่เพิ่มขึ้น
โดยธุรกิจจำนำทะเบียนในปัจจุบันยังคงมีการควบคุมความเสี่ยงในคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด สังเกตได้จาก อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่ค่อนข้างต่ำ ทำให้ผู้ขอสินเชื่อต้องวางเงินดาวน์มากขึ้น ส่วนธุรกิจสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มองว่า KTC มีความเสี่ยงน้อยกว่าบริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AEONTS เนื่องจากเน้นปล่อยกู้ให้กับบุคคลที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000-50,000 บาทขึ้นไป

