วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘กลุ่มโรงกลั่น’ กำไรทรุดครึ่งปีหลัง เสี่ยงขาดทุนสต็อก-ค่าการกลั่นดิ่ง

'ธุรกิจโรงกลั่น' ไตรมาส 2 และครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เสี่ยงขาดทุนสต็อกน้ำมันและค่าการกลั่นดิ่งแตะระดับเลขหลักเดียวตามทิศทางราคาน้ำมันโลกหลัง 'ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์' ส่อแววคลี่คลาย สวนทาง 'ธุรกิจปิโตรเคมี' ส่งสัญญาณฟื้นตัวชัดจากต้นทุนแนฟทาลดลง และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทรงตัวได้ดีระยะสั้น เตรียมจับตาราคาขายที่ปรับลดลงอาจทำให้ส่วนต่างราคาแคบลงด้วย

นายเบญจพล สุทธิ์วนิช  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ว่าในไตรมาส 2 ธุรกิจโรงกลั่นอาจยังพอมีกำไรจากค่าการกลั่นในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่ค่อนข้างสูงช่วยเฉลี่ยผลกระทบจากราคาน้ำมันปรับลดลงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลงได้ แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีธุรกิจอาจ "เสี่ยงขาดทุน" ได้ในบางไตรมาส

ทั้งนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ธุรกิจโรงกลั่นในประเทศไทยมีการปรับตัวไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมากขึ้นทั้งจากแอฟริการตะวันตกและอเมริกา ทำให้ค่าระวางสินค้าเพิ่มมากขึ้นในส่วนของต้นทุน เมื่อนำมาประกอบกับปริมาณซัพพลายที่เพิ่มขึ้น จึงอาจส่งผลต่อค่าการกลั่นที่ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ที่เกิดสงคราม จากราว 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเหลือเพียง 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกทั้งยังมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องสู่ระดับเลขหลักเดียวต่อจากนี้

ฝั่งธุรกิจปิโตรเคมีที่เคยตึงตัวก่อนหน้านี้จากซัพพลายที่ลดน้อยลง จนทำให้บางธุรกิจต้องมีการปิดโรงงานไป ปัจจุบันมีความผ่อนคลายมากขึ้น สะท้อนผ่านสัญญาณเชิงบวกที่พร้อมกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งของ SCC นอกจากนี้ การหันมาใช้อีเทนแทนแนฟทาของธุรกิจยังได้รับแรงหนุนจากราคาก๊าซธรรมชาติในประเทศ

ธุรกิจปิโตรเคมียังคงมีอัปไซด์จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ราว 550 ดอลลาร์ต่อตัน จากความเสียหายในช่วงสงครามที่ทำให้โรงงานโอเลฟินส์หลายแห่งต้องปิดตัว ทำให้ตอนนี้ยังไม่มีซัพพลายเข้าสู่ตลาดมากนัก จึงเป็นผลดีต่อธุรกิจปิโตรเคมีซึ่งก่อนหน้านี้ประสบปัญหาซัพพลายส่วนเกินและราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ

นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง จากสัญญาณความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่อแววคลี่คลาย คาดว่าส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่น จากที่มีกำไรกว่าหมื่นล้านอาจ "พลิกกลับมาขาดทุน" จากสต็อกได้ในไตรมาส 2

กำไรสุทธิของธุรกิจในไตรมาส 2 คาดว่าจะลดลงจากไตรมาส 1 เนื่องจากแนวโน้มค่าการกลั่นที่อาจปรับตัวลดลงจาก 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อน มาที่ราว 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต่อจากนี้ และจะลดลงอีกหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้ขนส่งน้ำมันทางเรืออีกครั้ง เนื่องจากเป็นการเติมซัพพลายปริมาณมากเข้าสู่ตลาดโลก

โดยคาดว่ากลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC จากรายจ่ายการดำเนินงาน ค่าเสื่อมราคา รวมถึงรายจ่ายพนักงานและแรงงานที่เพิ่มขึ้น อีกด้านคือบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เนื่องจากบริษัทอาจมีการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันที่น้อย แตกต่างจากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่ในไตรมาส 2 อาจได้การป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันช่วยลดผลกระทบ

ด้านธุรกิจปิโตรเคมีคาดว่าจะมีส่วนต่างราคาหรือสเปรดที่แคบลงจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ทยอยลดลง แต่จะได้รับผลประโยชน์จากอัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จินที่ดีขึ้น ด้วยต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงต่อเนื่องตามราคาแนฟทา ซึ่งเป็นผลดีต่อธุรกิจในภาพรวม

ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาสที่ 2 จะเป็นไตรมาสที่ธุรกิจปิโตรเคมีมีผลขาดทุนจากสต็อกมากที่สุด จากนั้นจะค่อย ๆ ฟื้นตัวในไตรมาส 3 และ 4 จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง โดยมองว่าบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC มีโอกาสฟื้นตัวได้ดีกว่ากลุ่มหากมีซัพพลายเพียงพอและกลับมาผลิตในโรงงานที่ปิดไปก่อนหน้านี้ได้เร็ว

นายทรงกลด วงศ์ไชย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจโรงกลั่นโดยพื้นฐานจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบดูไบจากก่อนหน้านี้ที่บริเวณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลลงมาสู่บริเวณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อค่าการกลั่นในระยะยาวลดลงต่อเนื่อง

ด้านธุรกิจปิโตรเคมีมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากราคาขายเม็ดพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้นมากที่ 1,500 ดอลลาร์ต่อตัน จากเดิม 900 ดอลลาร์ต่อตันในไตรมาสก่อน ส่งผลต่อส่วนต่างราคากว้างขึ้นและอัตรากำไรเพิ่มขึ้น ดังนั้น คาดว่าธุรกิจจะยังคงทำกำไรอยู่ในช่วงที่เหลือของปี แต่จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ ตามราคาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับต้นทุนวัตถุดิบว่าจะปรับตัวลดลงมากน้อยแค่ไหน