วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'โกลเบล็ก' ปรับทัพชู 'เวลท์' ตั้งเป้าดัน 'เอยูเอ็ม' โต 50% ปี 69

'บล. โกลเบล็ก' เดินหน้าเปลี่ยนผ่านธุรกิจ 'นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์' สู่ 'ผู้ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร' ชู 'เวลท์' เป็นแกนกลาง ตั้งเป้าดัน AUM แตะ 15,000 ล้านบาทภายในปี 2569 ด้านธุรกิจทองคำ 'จีแคป' หันมาเน้นตีตลาด 'รายย่อย' มากขึ้น เร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน 'ME GOLD' สนับสนุนการออมทองเพื่อเข้าถึงนักลงทุนรุ่นใหม่

นายธนพิศาล คูหาเปรมกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางของ “โกลเบล็ก” ในปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการทางการเงินแบบครบวงจร” โดยมีธุรกิจการบริหารความมั่งคั่งหรือ “ธุรกิจเวลท์” เป็นแกนกลางสำคัญในการสร้างการเติบโต ซึ่งปัจจุบันสร้างรายได้ให้แก่บริษัทเป็นสัดส่วนราว 30-40% ของรายได้รวม 

ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย ประกอบด้วย กองทุนรวม หุ้นกู้ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง กองทุนส่วนบุคคล รวมถึงหุ้นกู้ที่มีสัญญาอนุพันธ์แฝง โดยจะเป็นการเน้นให้บริการแบบเป็นส่วนบุคคลหรือ “ฮิวแมนทัช” มากกว่าการให้ลูกค้าทำรายการซื้อขายด้วยตนเองผ่านระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว

ในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ในธุรกิจเวลท์เติบโตอย่างชัดเจนที่ 30-50% มีมูลค่ารวมของสินทรัพย์ภายใต้การบริหารหรือเอยูเอ็ม ไว้ที่ 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโต 50% จากเป้าหมายปีก่อนหน้าที่ 10,000 ล้านบาท 

ส่วนธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์หรือ “ธุรกิจโบรกเกอร์” ดั้งเดิม ยอมรับว่ากำลังอยู่ในสภาวะที่ต้อง “ปรับตัว” เนื่องจากการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียมในตลาดที่มีความรุนแรง ส่งผลให้บริษัทต้องเปลี่ยนโครงสร้างรายได้จากเดิมที่เคยพึ่งพาค่าคอมมิชชั่นในสัดส่วนสูงถึง 80-90% ให้น้อยลงจนในปัจจุบันเหลือสัดส่วนไม่ถึง 20-30% ของรายได้รวม 

สำหรับทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจโบรกเกอร์ในอนาคต บริษัทตั้งเป้ากระจายความเสี่ยงสู่ “สินทรัพย์ต่างประเทศ” เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ลงทุนในปัจจุบันที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปสู่สินทรัพย์ทั่วโลก หรือสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังตั้งเป้าหมายสร้าง “ระบบนิเวศการลงทุน” ที่ไม่เน้นการแข่งขันด้านราคา แต่จะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความเสี่ยง สร้างผลตอบแทนได้อย่างแท้จริง และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า ควบคู่ไปกับการวางแผนลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาระบบแอปพลิเคชันเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายยิ่งขึ้นในอนาคต

ขณะที่มุมมองด้าน “การควบรวมกิจการ” ยังอาจเกิดขึ้นได้ยากและ “ไม่คุ้มค่าในเชิงโครงสร้าง” เนื่องจากมีต้นทุนแฝงสูง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเลิกจ้างพนักงาน และความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมองค์กร บริษัทจึงยังคงจุดยืนในการดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทหลักทรัพย์ที่สามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง

อีกด้านหนึ่ง ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีแคป จำกัด ทิศทาง “ธุรกิจทองคำ” กำลังจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็น “ผู้ค้าส่ง” ทองคำแท่งให้แก่ร้านค้าทองเป็นหลัก จะขยับขยายไปสู่กลุ่มลูกค้า “รายย่อย” อย่างเต็มตัวมากขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 20% ของปริมาณการซื้อขายขึ้นมาเป็น 35-40% ในระยะยาว
 
การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจในครั้งนี้มีปัจจัยหนุนมาจาก ราคาทองคำในประเทศที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้ข้อจำกัดด้านเงินทุนกลายเป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนทั่วไปในการเข้าถึงสินทรัพย์ประเภทนี้ บริษัทจึงได้นำกลยุทธ์การย่อยขนาดสินค้าทองคำให้เล็กลง เริ่มต้นตั้งแต่ขนาด 0.1 กรัม เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคทุกกลุ่มสามารถเริ่มต้นเป็นเจ้าของทองคำได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทยังได้เปิดตัวแผนการตลาดเชิงรุกเพื่อสร้างการรับรู้ในตัวแบรนด์และขยายฐานลูกค้าสู่นักลงทุนรุ่นใหม่ ผ่านการลงนามสัญญาลิขสิทธิ์ร่วมมือเป็นระยะเวลา 2 ปี กับ “หมีเนย” หรือบัตเตอร์แบร์ โดยผลิตภัณฑ์ในคอลเลกชันดังกล่าว สามารถสร้างยอดจำหน่ายไปได้แล้วกว่า 20,000 ชิ้น ภายในช่วงเวลา 2 เดือน จากเป้าหมายยอดจำหน่ายรวมตลอดทั้งปีที่ 100,000 ชิ้น 

รวมถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชัน “ME GOLD” แทนการเปิดสาขาหรือหน้าร้านแบบดั้งเดิม โดยได้รับการออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่นสูง เอื้อให้นักลงทุนสามารถเลือกออมทองคำได้ทั้งในรูปแบบของน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นกรัมหรือเป็นบาท และสามารถเลือกความบริสุทธิ์ของทองคำได้ทั้ง 96.5% และ 99.99% 

ระบบออมทองคำของบริษัทเน้นการสร้างสภาพคล่องในระดับสูง ซึ่งผู้ลงทุนเลือกบริหารจัดการได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝากทองคำไว้กับบริษัท การขอรับทองคำแท่งจริง หรือการส่งคำสั่งขายผ่านแอปพลิเคชันเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดโอนเข้าบัญชีทันที  

ในการนี้ บริการดังกล่าวมีข้อได้เปรียบจากโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียมในไทยที่มีประสิทธิภาพสูงและมีส่วนต่างราคาแคบเมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศ จึงมีความเหมาะสมในการใช้เป็นเครื่องมือการออมของประชาชน รวมถึงมีฟังก์ชันส่งเสริมการออมทองแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ "ดีซีเอ" ผ่านบัญชีของธนาคาร เพื่อสร้างวินัยทางการเงินและลดความกังวลแก่ผู้ลงทุนในเรื่องการหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการซื้อขาย ในช่วงเวลาที่ราคาทองคำมีความผันผวนสูง