แม้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” จะเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ “ตลาดหุ้นไทย” กลับโดดเด่นกว่าภูมิภาค หลัง “เงินทุนต่างชาติไหล” ไหลเข้าครึ่งปีแรกสุทธิกว่า 2.4 หมื่นล้าน หนุน “ผลตอบแทน” พุ่ง 26% ติดอันดับ 10 ของโลก จากแรงหนุนของหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ทำสถิติสูงสุด บวกับปันผลที่โดดเด่น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกพบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่มีเงินทุนต่างชาติ ไหลเข้าสุทธิ โดยมียอดซื้อสุทธิประมาณ 789 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 24,000 ล้านบาท สวนทางกับตลาดหุ้นสำคัญในเอเชียที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเทศที่มี “เงินทุนไหลออก” ประกอบด้วย อินเดีย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไต้หวัน 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกาหลีใต้ 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อินโดนีเซีย 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 2,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฟิลิปปินส์ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากตลาดหุ้นแล้ว นักลงทุนต่างชาติยังเข้าซื้อตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดซื้อสุทธิสะสมกว่า 420,000 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ไทยในช่วงที่ผ่านมา
โดยได้แรงหนุนจาก “เม็ดเงินต่างชาติ” ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยสร้าง “ผลตอบแทน” โดดเด่นถึง 26% ในช่วงครึ่งปีแรก “ติดอันดับ 10” ของโลก ขณะที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิรวม 357,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ อีกแรงหนุนสำคัญมาจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยที่มีหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ราว 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาด ทำให้ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จนกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์พักเงินของนักลงทุน
นอกจากนี้ การจ่ายเงินปันผลที่โดดเด่นกว่า 5.5 แสนล้านบาทในครึ่งปีแรก สูงกว่าทั้งปีที่ผ่านมา ประกอบกับเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ทำให้มีอัพไซด์จำกัดจากทิศทางดอกเบี้ยโลกขาขึ้น ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นและอาจดึงเม็ดเงินบางส่วนไหลกลับสู่ตลาดตราสารหนี้ ขณะเดียวกัน สภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงินโลกก็มีแนวโน้มลดลงตามมาตรการควบคุมเงินเฟ้อของหลายประเทศ
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 24,192 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยอยู่ที่ราว 30,000 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 10,000 ล้านบาท ส่วนสถาบันในประเทศเป็นกลุ่มเดียวที่ขายสุทธิ 65,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้าอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมี.ค. โดยมียอดซื้อสะสมสูงสุดเกือบ 60,000 ล้านบาท ก่อนชะลอลงจากความกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลาง และกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งในช่วงเดือนพ.ค. 2569
ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนตลาดมาจากเสถียรภาพการเมืองที่ดีขึ้นและความชัดเจนของนโยบายภาครัฐ ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่ หุ้นไทยมีมูลค่าถูกหลัง Underperform ต่อเนื่องกว่า 3 ปี จนค่า P/E ลงใกล้ระดับช่วงโควิด-19 ดึงดูดแรงซื้อกลับเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ เศรษฐกิจ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังดีกว่าคาด โดย GDP ไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% และกำไรบจ. สูงกว่าประมาณการณ์ราว 7% ช่วยหนุนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย
สำหรับ ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ราว 2% โดยไตรมาส 2 ปี 2569 อาจชะลอลงก่อนฟื้นตัวในไตรมาส 3 ปี 2569 ขณะที่ฟันด์โฟลว์ต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้า แต่ไม่ร้อนแรงเหมือนช่วงต้นปี หลังมูลค่าหุ้นไทยเริ่มตึงตัว โดยค่า P/E ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 15-16 เท่า ใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาวของตลาดแล้ว
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยประมาณ 24,000 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงคราม แต่ตลาดหุ้นไทยกลับได้รับประโยชน์ในระยะแรกจากโครงสร้างตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของมูลค่าตลาดรวม
โดย ปัจจัยหนุนหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ทำให้กลุ่มพลังงานได้ประโยชน์จากกำไรสต๊อกน้ำมัน และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ดีขึ้น ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร ขณะเดียวกัน ส่งออกไทยยังได้แรงหนุนจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI ที่ช่วยหนุนความต้องการสินค้าเทคโนโลยีต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังฟันด์โฟลว์ต่างชาติอาจชะลอ หลังแรงหนุนจากราคาพลังงานลดลง หากสถานการณ์โลกคลี่คลาย ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อาจกลับสู่ระดับปกติ ทำให้หุ้นพลังงานขาดแรงหนุน
ขณะเดียวกัน ไทยเผชิญการแข่งขันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตเด่น และกลุ่ม Deep Value ที่มีความถูกชัดเจนกว่า ทำให้ไทยอยู่ตรงกลางทั้งไม่เด่นด้านกำไรและไม่ถูกด้านมูลค่า ทำให้เสี่ยงหลุดเรดาร์นักลงทุนต่างชาติในครึ่งปีหลัง

