วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2569

Login
Login

'หุ้นไทย' เช้านี้ (16 มิ.ย. 2569) ปิดลบ 2.69 จุด ขายทำกำไรและหมุนเวียนเงินลงทุน

"หุ้นไทย" เช้านี้ (16 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,589.03 จุด ปรับตัวลดลง 2.69 จุด หรือคิดเป็น 0.17% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงขายทำกำไรและการหมุนเวียนเงินลงทุนจากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ไปยังกลุ่มที่เน้นการบริโภคในประเทศ เตรียมจับตาการประชุมเฟดซึ่งส่งผลต่อดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐและบรรยากาศการลงทุน

"ตลาดหุ้นไทย" เช้านี้ (16 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,589.03 จุด ปรับตัวลดลง 2.69 จุด หรือคิดเป็น 0.17% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,596.23 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,586.14 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 39,946.59 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 354.00 บาท ลดลง 7.00 บาท หรือ 1.94% มูลค่าซื้อขาย 2,940.42 ล้านบาท
     
  2. SCB ราคาปิด 142.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.43% มูลค่าซื้อขาย 2,119.74 ล้านบาท
     
  3. KTB ราคาปิด 35.50 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.70% มูลค่าซื้อขาย 2,109.95 ล้านบาท
     
  4. PTTEP ราคาปิด 135.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.37% มูลค่าซื้อขาย 1,959.26 ล้านบาท
     
  5. KBANK ราคาปิด 205.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท หรือ 1.49% มูลค่าซื้อขาย 1,869.92 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSSIA ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ คาดว่าจะได้แรงหนุนสำคัญจากประเด็น "De-Escalation Play" หรือการคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐและจีนในส่วนของเครื่องบินรบ ส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียและดัชนีฝั่งสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ปัจจัยต่างประเทศยังมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือการประชุมคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5% - 5.25%

ทว่าสิ่งที่ต้องจับตาคือถ้อยแถลงของประธานเฟดว่าจะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยลงเร็วหรือช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลต่อการปรับตัวลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จนกลายเป็นแรงผลักดันเชิงบวกให้กับสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ด้านปัจจัยภายในประเทศ ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มได้รับผลประโยชน์จากการ "หมุนเวียนกลุ่มลงทุน" จากกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่กลุ่มหุ้นที่เน้นการบริโภคและการเติบโตในประเทศ รวมถึงหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง ซึ่งมีลักษณะทนทานต่อสภาวะตลาด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ปลดล็อกประเด็นเรื่องต้นทุน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มได้รับอัปไซด์เพิ่มเติ่มในอนาคตช่วงครึ่งปีหลังของปี  2569 จากความเป็นไปได้ในการออก "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ" และการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ดีขึ้น

ในระยะต่อไป คาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในทางบวก ในกรอบแนวรับ 1,585 – แนวต้าน 1,600 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกของตลาดหุ้นโลกเป็นปัจจัยหลัก

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำการลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนชนะตลาดได้ดีในสถานการณ์ปัจจุบัน ได้แก่ BGRIM, CPALL, CRC, ERW และ STA

สำหรับ หุ้นเด่นรายวันแนะนำ OSP มีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังหมดกระแสน้ำท่วมในเมียนมาและปัญหาค่าเงิน รวมถึง TISCO ได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ฟื้นตัว แม้ว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM จะลดลงตามการแข่งขันด้านเงินฝากและสินเชื่อที่ชะลอตัวลง