วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน 2569

Login
Login

เกิดอะไรขึ้นกับ ‘หุ้นสีเดลต้า’ ถูกถล่มขายหนัก จนโดน Auto Pause !

เกิดอะไรขึ้นกับ "หุ้น DPAINT" ของ “ตั้งคารวคุณ” หลังถูกถล่มขายหนักแทบทุกราคา จนราคาหุ้นดิ่งแรง 23% จนนักลงทุนจับตามองการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้น !! กับ “หุ้น DPAINT” หรือ บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) ของ “ตั้งคารวคุณ” แต่คนละสายกันกับฝั่ง “ตั้งคารวคุณ” ของ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA หลังช่วงเช้าวันนี้ (12 มิ.ย. 2569) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศขึ้นเครื่องหมาย P (Pause) เพื่อหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของ DPAINT เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่เวลา 12:01 น.

เหตุผลมาจาก ระบบหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Auto Pause) ทำงาน เนื่องจากพบว่า ปริมาณเสนอซื้อรวม หรือปริมาณเสนอขายรวมในทุกระดับราคา มีจำนวนมากกว่า 15% ของจำนวนหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด โดย หุ้น DPAINT มีแรงขายออกมาอย่างหนักทุกระดับราคา ปิดภาคเช้าที่ 0.24 บาท ราคาดิ่ง 20%

และกลับมาซื้อขายตามปกติภาคบ่ายอีกครั้ง “ราคาหุ้น DPAINT” ยังเดินหน้า “ดิ่ง” ต่อเนื่องในทุกระดับราคา จนสู่ระดับต่ำสุดของวัน (New Low) อยู่ที่ 0.22 บาท หรือลดลง 23% ก่อนมาปิดตลาดที่ 0.23 บาท 

ดังนั้น แรงขายจากนักลงทุนทุกระดับราคาของหุ้น DPAINT ในครั้งนี้ ย่อมถูก “จับตามอง” จากนักลงทุนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับราคาหุ้น DPAINT... !

หาเอ่ยถึง บริษัท สีเดลต้า จำกัด (มหาชน) หรือ DPAINT เจ้าของแบรนด์สีทาบ้านและอาคาร “Delta” (สีเดลต้า) ผู้คว่ำหวอดในตลาดทุนคงไม่ลืม ในวันแรกที่หุ้น DPAINT เข้าซื้อขายวันแรก (เทรด) ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2564 เปิดซื้อขายวันแรกที่ 22.50 บาท เพิ่มขึ้น 15.00 บาท หรือพุ่งขึ้น 200% ซึ่งชนเพดานสูงสุด (Ceiling) ของตลาดตั้งแต่เริ่มทำการซื้อขาย จากราคาไอพีโอหุ้นละ 7.50 บาท พาร์ 1.00 บาท แจกกำไรนักลงทุนแบบจัดเต็ม สะท้อนความ “ฮอตฮิต” ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นหุ้นไอพีโอ   

ก่อนรอยยิ้มจะจางหายเมื่อราคาหุ้น “ร่วง” โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตอนนั้น “นักลงทุน”  ล้วนสันนิษฐานหาสาเหตุกันต่างๆ นาๆ ก่อนจะสรุปได้ว่า “คงต้องมีคนขายหุ้นล็อตใหญ่” แน่นอน และแล้ววันที่ 2 พ.ย. 2564 ! ความจริงปรากฎว่าเป็น หนึ่งใน “ผู้ก่อตั้ง” และ “ถือหุ้นใหญ่” ของ DPAINT อย่าง “วิไล ตั้งคารวคุณ” เป็นคนขายหุ้นออกมาก หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า ได้ขายหุ้นออกมาเกือบเกลี้ยงพอร์ต เมื่อ 28 ต.ค. 2564 รวม 20 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 8.6956% ของทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว คงเหลือหุ้นหลังการขายเพียง 2 ล้านหุ้น หรือ 0.8695%

การขายดังกล่าวของ “วิไล” เป็นการขายหุ้นในวันแรกที่ หุ้น DPAINT เข้าเทรดในตลาด mai ซึ่งไม่มีใครคิดว่า “เจ้าของ” จะเป็นคนขายออกมาในวันแรก ด้วยต้นทุนที่แตกต่างกันมากจากนักลงทุน  

ก่อนหุ้น DPAINT จะ “เสียศูนย์หนัก” เมื่อ 26 พ.ย. 2567 ถูกทาง ก.ล.ต. กล่าวโทษผู้กระทำความผิดรวม 29 ราย โดยเฉพาะมี 2 รายชื่อสำคัญคือ “ละออ ตั้งคารวคุณ” และ “วิไล ตั้งคารวคุณ” ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรณีสร้างราคาและ/หรือปริมาณการซื้อขายหุ้น DPAINT พร้อมทั้งรายงานการดำเนินการต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จากการได้ร่วมกันสร้างราคาและ/หรือปริมาณการซื้อขายหุ้น DPAINT ในวันที่ 28 ต.ค. 2564 ซึ่งเป็นวันแรกของการซื้อขายในตลาด mai  

หันมาดูในฝั่งธุรกิจ “อาการน่าเป็นห่วง” สะท้อนจาก “กำไรสุทธิ-รายได้” ถดถอยลงต่อเนื่อง บ่งชี้ผ่านผลประกอบการย้อนหลังปี 2565-ไตรมาส 1 ปี 2569

  • ปี 2565  กำไรสุทธิอยู่ที่ 55.61 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 909.24 ล้านบาท
  • ปี 2566  กำไรสุทธิอยู่ที่ 13.70 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 1,021.28 ล้านบาท
  • ปี 2567  ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ -165.04 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 717.96 ล้านบาท
  • ปี 2568  ขาดทุนสุทธิ -58.01 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 608.65 ล้านบาท
  • ไตรมาส 1 ปี 2568 ขาดทุนสุทธิ  -7.21 ล้านบาท รายได้อยู่ที่  139.72 ล้านบาท

โดยสถานะการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 11.07 ล้านบาท แต่มีในส่วนของหนี้สินที่เป็นเงินเบิกเกินบัญชี และเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน 124.91 ล้านบาท มีเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียน 182.22 ล้านบาท และมีส่วนของหนี้สินระยะยาวถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 22.92 ล้านบาท

ดังนั้น หาก DPAINT ไม่ทำอะไรเลย…คงย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ จึงประกาศเสริมทัพด้วย “ธุรกิจใหม่” เข้ามาเสริม…หวังเพิ่มช่องทางรายได้ ด้วยการ “แตกไลน์” ไปสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทว่าขึ้นชื่อว่าตลาดอสังหาฯ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ค่อยสดใสนัก ด้วยสารพัดปัจจัยรุมเร้าทั้งหนี้ครัวเรือไทยที่สูง เศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อทรุด สถาบันการเงิน (แบงก์) เข้มปล่อยกู้ ยิ่งซ้ำเติมตลาดอสังหาฯ  แต่ทำไม DPAINT กลับเลือกซบตลาดอสังหาฯ ??

แม้ว่าตลาดอสังหาฯ ที่ DPAINT เลือกจะเป็นตลาดที่มีการเติบโต “โดดเด่น” อย่าง อสังหาฯ ในจังหวัดภูเก็ต แต่ DPAINT ถูกมองว่าเข้าไปจะท้าย ๆ แล้ว ดังนั้น อาจจะเหนื่อยกว่ารายอื่น ๆ หรือเปล่า และอีกหนึ่งความท้าท้ายที่ต้องเจอคือ จะใช้เงินลงทุนราว 359.43 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. การซื้อหุ้น 100% ในบริษัท เดอะ ซิตี้ ภูเก็ต เรสซิเด้นท์ จำกัด (CPR) จาก “ณดา อนิรุทธ์เทวา” คิดเป็นมูลค่า 100.50 ล้านบาท  2.การลงทุนตามแผนพัฒนาโครงการ City C จำนวน 228.93 ล้านบาท และ 3.เงินทุนหมุนเวียน 30 ล้านบาท

ไม่เท่านั้น DPAINT ยังต้องแลกมาด้วย “การเพิ่มทุน” ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (Right Offering) จำนวน 1,840 ล้านหุ้น อัตราส่วน 1 หุ้นเดิม ต่อ 8 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 0.20 บาท รวมเป็นเงิน 368 ล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อ City Phuket 

ดังนั้น แน่นอนว่า สิ่งที่ตามมาจะเกิดไดลูชั่นเอฟเฟกต์กับผู้ถือหุ้น DPAINT อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ !! ด้วยมรสุมที่เข้ามากระทบ DPAINT จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่าองค์กรแห่งนี้จะสามารถฟันฝ่าพายุดังกล่าวไปได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ นักลงทุนรายย่อยที่ถือหุ้น DPAINT เจ็บหนักไม่น้อย ด้วยปัจจุบันราคาหุ้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน "ต่ำบาท" ไปแล้ว