นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หลังจากเฟทโก้และสมาคมที่เกี่ยวข้อง การหารือกระทรวงการคลัง วานนี้ (11 มิ.ย.2569) โดยมีความคืบหน้าในแนวทางของโครงการ TISA ที่เห็นตรงกันใน 2 หลักการ นั่นคือ
1.) ควรให้โครงการนี้เป็นโครงการแบบถาวร ไม่ต้องคอยต่ออายุเป็นระยะ ๆ เหมือนที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
และ 2.) การเปิดกว้างด้านสินทรัพย์ (Asset Class) จะไม่จำกัดเพียงแค่หุ้นยั่งยืน (ESG) หรือกองทุนกองทุนประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นหรือกองทุนอื่น ๆ ได้ตามความต้องการ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังคงเน้นการสนับสนุนให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย
ขณะนี้ อยู่ในระดับคณะทำงานชุดเล็ก รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่ต้องไปสรุปตัวเลขวงเงินและรายละเอียดที่ชัดเจนร่วมกัน โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนและเห็นภาพมาตรการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้
รวมถึง การหารือแนวทางที่ตลาดทุนจะช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเน้นย้ำว่าตลาดทุนไทยมีความเข้มแข็งและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลสามารถใช้ในการระดมทุนเพื่อทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งทางตลาดทุนมีความพร้อมและได้นำเสนอแนวทางที่จะทำให้การระดมทุนน่าสนใจยิ่งขึ้นเพื่อดึงดูดเม็ดเงิน
ในส่วนเฟทโก้จะมีการแถลงแผนการดำเนินงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ ในการเดินหน้าตลาดทุนไทยในการเป็นฟันเฟืองหลักเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจต่าง ๆ
นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า สำหรับมุมมองแนวโน้มตลาดหุ้นไทย มองภาพรวมหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น และแนวโน้มน่าจะอยู่ในช่วง “ขาขึ้นต่อ” แม้จะมีปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ไม่ได้กระทบต่อประเทศไทยมากนัก โดยนักลงทุนยังเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีกิจกรรมด้านอื่น ๆโดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งจะมาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ และเป็น New Growth สร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ ด้วยเม็ดเงินใหม่ ๆ และถือเป็นจุดเติบโตใหม่ ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นได้
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุน โดยมองว่าเปรียบเสมือนที่หลบภัย เนื่องจากตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาสแรกที่เติบโตกว่า 2% เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่
นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ประเทศอินโดนีเซียที่เริ่มมีความกังวลเรื่องนโยบายประชานิยมและปัญหาธรรมาภิบาล ขณะที่ไทยกลับมีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการไหลออกของเงินทุนตามเกณฑ์ MSCI ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดเม็ดเงิน หากสร้าง Story ที่น่าสนใจได้เพียงพอ
ส่วนการไหลออกของเม็ดเงินไปยังหุ้นกลุ่ม AI ในสหรัฐนั้น ถูกมองว่าเป็นเงินคนละส่วนกัน (Global Fund) จึงไม่กระทบต่อเม็ดเงินที่หมุนเวียนใน “ตลาดเกิดใหม่” (Emerging Markets) อย่างไทยโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นเรื่องระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า หากพิจารณาดัชนีที่ระดับ 1,600 จุด อาจจะดูเหนือคาดหมาย แต่มีปัจจัยเรื่อง หุ้น DELTA เข้ามาเกี่ยวข้อง หากตัดหุ้น DELTA ออกไป จะพบว่าราคาหุ้นไทยไม่ได้แพงและยังมีความน่าสนใจในการลงทุน โดยประเมินว่าหากไม่มี DELTA ดัชนีอาจอยู่ไม่ถึง 1,300 จุด
ทั้งนี้ แต่ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเฝ้าระวัง คือสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางหากลากยาว หรือมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยการเมืองโลก อาจส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงไทยได้


