วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ระดมทุนไอพีโอได้ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์

SpaceX สร้างประวัติศาสตร์ระดมทุน IPO 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในตลาดแรก ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางการรอคอยเปิดตัวซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาด NASDAQ ศุกร์นี้

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า SpaceX ระดมทุนได้สูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในการทำไอพีโอ เสนอขายหุ้น จำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ และกลายเป็นการทำ IPO ที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัทได้กำหนดราคาหุ้นไว้ล่วงหน้าแล้ว ทำให้นักลงทุนต้องยอมรับข้อเสนอตามราคานี้เท่านั้น (ไม่มีการต่อรองหรือเปิดช่วงราคา)

SpaceX มีกำหนดจะเปิดซื้อขายวันแรกในตลาด Nasdaq วันศุกร์นี้ ภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ "SPCX"

บริษัทผู้ผลิตจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ของ อีลอน มัสก์ ประสบความสำเร็จในการระดมทุนมูลค่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยการเสนอขายหุ้นจำนวน 555.6 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 135 ดอลลาร์ ตามเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (SEC) ข้อตกลงนี้ทำให้ SpaceX มีมูลค่าบริษัทสูงถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ ส่งผลให้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดเป็นอันดับ 7 ในสหรัฐแซงหน้า Tesla บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของมัสก์เอง

ซื้อขายหุ้นวันแรก SpaceX วันศุกร์

การเปิดตัวในตลาดแนสแด็ก Nasdaq ของ SpaceX จะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ (12 มิ.ย.69) ซึ่งจะเป็นโอกาสแรกที่นักลงทุนรายย่อยทั่วไปจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในบริษัทที่มีอายุย่างเข้าสู่ปีที่ 24 แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม การเดิมพันกับ SpaceX ในราคานี้ ส่วนใหญ่ถือเป็นการเดิมพันในตัวของมัสก์ เนื่องจากบริษัทยังคงอยู่ในภาวะเผาเงินสด (burn cash) และมีรายได้ที่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มที่มีมูลค่าแตะระดับล้านล้านดอลลาร์อย่างมาก

 

SpaceX ระบุในหนังสือชี้ชวนว่า รายได้ในไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 15% สู่ระดับ 4.69 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 4.07 พันล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า ส่วนรายได้รวมตลอดปีที่ผ่านมาพุ่งขึ้น 33% แตะที่ 1.867 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสล่าสุดที่ 4.28 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่ขาดทุนไปแล้ว 4.94 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025

 

นอกจากธุรกิจอวกาศแล้ว บริษัทของมัสก์ ยังเป็นเจ้าของบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ซึ่งทำรายได้หลักให้แก่บริษัทและเป็นหน่วยธุรกิจเดียวที่มีกำไร รวมถึงธุรกิจด้านปัญญาประดิษฐ์อย่าง xAI ซึ่งได้ควบรวมกิจการเข้ากับ SpaceX ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

SpaceX ระบุในเอกสารยื่นขอ IPO ว่า ค่าใช้จ่ายการลงทุน (Capital Expenditures) ในไตรมาสแรกพุ่งสูงถึง 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีก่อนหน้า โดยต้นทุนส่วนใหญ่ราว 7.7 พันล้านดอลลาร์ ถูกนำไปใช้สำหรับด้าน AI ส่วนที่เหลือถูกใช้ไปกับโครงการอวกาศและการเชื่อมต่อเครือข่าย

 

ทั้งนี้ บริษัทมีตัวเลขขาดทุนสะสมรวมประมาณ 4.13 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2002 และได้แจ้งเตือนนักลงทุนในหนังสือชี้ชวนว่า บริษัทอาจจะไม่สามารถทำกำไรได้ในอนาคต

 

ความตื่นเต้นและคาดเดาบางส่วนเกี่ยวกับการทำ IPO นี้เริ่มลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ SpaceX ตัดสินใจกำหนดราคาหุ้นคงที่ไว้ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว บริษัทที่เข้าตลาดหุ้นใหม่มักจะเสนอเป็นช่วงราคา (price range) เพื่อให้บริษัทและที่ปรึกษาทางการเงินสามารถวัดความต้องการของตลาดในระดับราคาต่างๆ ได้ แต่ SpaceX เลือกใช้วิธี "ยอมรับราคานี้หรือปฏิเสธ" (take-it-or-leave-it) หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมทดสอบสัญญาณตลาด (testing-the-waters) หลายครั้งก่อนที่จะเริ่มเดินสายโรดโชว์

 

สำหรับสถาบันการเงินที่เข้ามาดูแลการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้มี Goldman Sachs เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลัก (lead banker) ตามด้วย Morgan Stanley, Bank of America, Citigroup และ JPMorgan Chase

มัสก์จ่อขึ้นแท่นรวยล้านล้านดอลลาร์คนแรกของโลก

การทำ IPO ในครั้งนี้ยังส่งผลให้มัสก์จ่อขึ้นแท่นเป็น "อภิมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์" (Trillionaire) คนแรกของโลกโดยมูลค่าหุ้นที่เขาถือครองใน SpaceX นั้นสูงถึง 8.665 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อรวมกับหุ้นใน Tesla ที่มีมูลค่าราว 3.2 แสนล้านดอลลาร์ (ยังไม่รวมออปชันบางส่วน) สำหรับมัสก์ในวัย 54 ปี การนำ SpaceX เข้าตลาดหุ้นเกิดขึ้นหลังจากที่เขาเคยนำ Tesla เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 16 ปีก่อน

 

มัสก์ ถือสิทธิ์ในการโหวตคะแนนเสียงใน SpaceX มากกว่า 82% ซึ่งทำให้เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเกือบทั้งหมดในการควบคุมคณะกรรมการบริหารบริษัท

 

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มีบริษัทหลักทรัพย์ในวอลล์สตรีท 2 แห่งเริ่มทำการวิเคราะห์และให้คำแนะนำเกี่ยวกับหุ้น SpaceX โดย Oppenheimer เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ "บริษัทจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด" (outperform) และตั้งเป้าหมายราคาในอีก 12-18 เดือนข้างหน้าที่ 190 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้นถึง 40% จากราคา IPO โดยทิโมธี ฮอแรน นักวิเคราะห์ ระบุว่า พอร์ตธุรกิจที่หลากหลายของบริษัททำให้มีความน่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุน

 

"เราเห็นศักยภาพของ SPCX ในการนำความเชี่ยวชาญด้านการประมวลผลบนภาคพื้นดิน (terrestrial compute) มาใช้เป็นสะพานเชื่อม (และอาจเป็นแผนสำรอง) เพื่อสร้างข้อได้เปรียบที่สำคัญทั้งในด้านขนาดและการประหยัดต้นทุน"* โฮรานระบุ พร้อมทั้งเรียก SpaceX ว่าเป็น "บริษัท AI ที่มีการบูรณาการในแนวดิ่ง (vertically-integrated) เพียงแห่งเดียวที่มีพร้อมทั้งเงินทุน, ข้อมูล, โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs), ฮาร์ดแวร์, ตลอดจนบุคลากรด้านการผลิตและวิศวกรรม"* และกล่าวเสริมว่า "โครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของบริษัทดูมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างเด่นชัด"

 

ขณะเดียวกัน New Street Research เริ่มต้นให้คำแนะนำด้วยการตั้งราคาเป้าหมายที่ 165 ดอลลาร์ โดยประเมินว่ามูลค่าเฉพาะหน่วยธุรกิจ xAI เพียงอย่างเดียวสูงถึง 5.75 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเปรียบเทียบกับความคาดหวังที่มีต่อ OpenAI และ Anthropic

 

แม้ว่าการทำ IPO ของ SpaceX จะมีขนาดใหญ่กว่าการทำ IPO ครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐถึงประมาณ 3 เท่า แต่ในอนาคตอันใกล้ก็อาจมีผู้ท้าชิงรายใหม่ตามมา เนื่องจาก Anthropic และ OpenAI ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าบริษัทนอกตลาดหุ้น (private market) สูงเกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ได้ยื่นเอกสารไฟลิ่งอย่างลับๆ เพื่อเตรียมนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว หลังจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยุค Generative AI เพียงไม่ถึง 4 ปี ซึ่งข้อตกลงซื้อขายเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นภายในปีนี้เช่นกัน

 

ด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ณ ราคา IPO ดังกล่าว ทำให้ SpaceX มีมูลค่าตลาด (Market Value) อยู่ที่ 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ และเมื่อนับรวมสิทธิ์การซื้อหุ้นของพนักงาน (Employee stock options) รวมถึงหุ้นกึ่งภาระผูกพัน (Restricted share units) แล้ว การตั้งราคานี้จะทำให้บริษัทมีมูลค่าประเมินแบบเบ็ดเสร็จ (Fully diluted valuation) สูงถึงประมาณ 1.8 ล้านล้านดอลลาร์