วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

SpaceX IPO สะเทือนตลาดทุนโลก! ดีมานด์ล้น ด้านรายย่อยไทยลงทุนผ่านกอง ETF ธีมอวกาศรับกระแสโตแรง

SpaceX ของ Elon Musk กำลังเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก โดยเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหุ้น “SPCX” ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางกระแสความต้องการลงทุนที่ล้นหลาม หลังมีรายงานว่านักลงทุนสถาบันแห่จองซื้อหุ้นสูงกว่าจำนวนที่เปิดขายหลายเท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจอวกาศ และทำให้การเข้าตลาดครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะหนึ่งในดีลประวัติศาสตร์ของตลาดทุนโลก
 

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงการจองซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ได้โดยตรง ดังนั้นการลงทุนผ่านกองทุนที่มีนโยบายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น กองทุน ETF กลุ่มอวกาศ หรือกองทุน X-SPACE ของ บลจ.เอ็กซ์สปริง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมลงทุนและรับโอกาสการเติบโตจาก SpaceX และธุรกิจอวกาศแห่งอนาคต
 

นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring AM) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ (X-SPACE) จะเข้าไปลงทุนผ่านกองทุนหลักที่มีการถือครองหุ้น SpaceX ในสัดส่วนประมาณ 7% หรือราว 1.35 ล้านหุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 129 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดรองล่าสุดขยับขึ้นใกล้ 195 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงการเติบโตของ SpaceX ก่อนการ IPO ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากบริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งอวกาศและการส่งดาวเทียม โดยมีส่วนแบ่งตลาดระดับโลกประมาณ 50-60%

โดยอีกหนึ่งจุดเด่นของกองทุน X-SPACE นักลงทุนรายย่อยสิทธิประโยชน์ด้านภาษีได้ เนื่องจากเป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนรายย่อยได้รับการยกเว้นภาษีกำไรจากส่วนต่างราคาต่างจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรงที่อาจต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกได้ที่ 5,000 บาท 

สำหรับกองทุน  X-SPACE เป็นฟีดเดอร์ ฟันด์ มีนโยบายการลงทุนที่ลงทุนใน Tema Space Innovators ETF ซึ่งเน้นหุ้นในอุตสาหกรรมอวกาศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดย มองว่า ธุรกิจอวกาศเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ AI หรือ AI Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่ Data Center พลังงานสะอาด ไปจนถึง Quantum Computing

“ปัจจุบัน Feeder Fund ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศและธีมเฉพาะทางได้สะดวกขึ้น เช่น กองทุน X-SPACE ที่ลงทุนต่อใน ETF กลุ่มอวกาศ ทำให้นักลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมอวกาศโลก พร้อมได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามกองทุนรวมไทย โดยกำไรไม่ถูกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีผู้จัดการกองทุนช่วยบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดความผันผวนจากค่าเงิน”

โดยจุดแข็งสำคัญของ SpaceX อยู่ที่เทคโนโลยี Reusable Rocket หรือจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันจนได้รับสัญญาจากหน่วยงานภาครัฐและ NASA อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนจัดสรร X-SPACE เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเสริม เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเมกะเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะธุรกิจอวกาศที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะยาว

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า SpaceX เป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศของอีลอน มัสก์ เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยคาดว่าจะระดมทุนได้ 75,000-80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อนำเงินไปขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และสนับสนุนโครงการส่งมนุษย์สู่ดาวอังคารในอนาคต

ทั้งนี้ SpaceX มีธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ Starlink ที่สร้างรายได้หลักจากบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจจรวดและขนส่งอวกาศที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำช่วยลดต้นทุน และ xAI ที่พัฒนาเทคโนโลยี AI จากข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปรียบคู่แข่งจากการผลิตชิ้นส่วนภายในองค์กรกว่า 85% ช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ ประเด็นธรรมาภิบาลองค์กร เนื่องจากโครงสร้างหุ้นแบบสองคลาสทำให้อีลอน มัสก์ ยังคงมีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ และความเสี่ยงด้านผลประกอบการที่ยังได้รับแรงกดดันจากการลงทุนจำนวนมากในธุรกิจอวกาศและ AI

ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากราคาหุ้นหลัง IPO ปรับฐานเกิน 20% จากราคาเสนอขาย อาจเป็นจังหวะทยอยสะสม แต่ทว่าหากราคาปรับขึ้นเกิน 50% ควรพิจารณาทยอยทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนนักลงทุนรายย่อยไทยที่อยากลงทุนใน SpaceX ได้ทั้งผ่านหุ้นต่างประเทศ กองทุน ETF กลุ่มอวกาศ หรือกองทุน X-SPACE ได้ 

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเสริมต่อไปว่า ปัจจัยหนุนสำคัญของ SpaceX มาจากความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ที่คาดว่าจะสูงกว่าปริมาณหุ้นที่จัดสรร ประกอบกับสัดส่วน Free Float ที่จำกัด ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะอุปสงค์สูงกว่าอุปทาน ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นในช่วงแรกของการเข้าซื้อขาย

นอกจากนี้ ภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับฐานก่อนหน้านี้จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเปิดทางให้การเข้าตลาดของ SpaceX กลายเป็นตัวเร่งให้เกิด Technical Rebound และช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกหลังการซื้อขายเริ่มต้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่านักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถพิจารณาเก็งกำไรในช่วง 1 สัปดาห์แรกของการซื้อขาย เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่านช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว

ในส่วนของนักลงทุนไทยที่ไม่สามารถจองซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ได้โดยตรง แต่ทว่ากองทุน X-SPACE ของไทยเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเข้าลงทุนใน SpaceX ผ่านกองทุนรวมซึ่งเป็นตัวกลางตั้งแต่ช่วง Pre-IPO ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าราคาที่คาดว่าจะซื้อขายวันแรกในตลาด

"หาก SpaceX เข้าตลาดและได้รับการตอบรับตามคาด ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคา โดยแนะนำถือครองประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อรับอานิสงส์จากโมเมนตัมเชิงบวก ก่อนพิจารณาทยอยทำกำไรหรือปรับพอร์ตไปยังธีมการลงทุนอื่นในอนาคต"

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่น่าจับตา คือโอกาสที่ SpaceX จะถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีสำคัญของสหรัฐฯ หลังเริ่มซื้อขาย ซึ่งอาจดึงดูดแรงซื้อจากกองทุน Passive Fund และช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น