SpaceX ของ Elon Musk กำลังเป็นหุ้น IPO ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดตัวหนึ่งของโลก โดยเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อหุ้น “SPCX” ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางกระแสความต้องการลงทุนที่ล้นหลาม หลังมีรายงานว่านักลงทุนสถาบันแห่จองซื้อหุ้นสูงกว่าจำนวนที่เปิดขายหลายเท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจอวกาศ และทำให้การเข้าตลาดครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะหนึ่งในดีลประวัติศาสตร์ของตลาดทุนโลก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยไทยส่วนใหญ่อาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงการจองซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ได้โดยตรง ดังนั้นการลงทุนผ่านกองทุนที่มีนโยบายเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอวกาศ เช่น กองทุน ETF กลุ่มอวกาศ หรือกองทุน X-SPACE ของ บลจ.เอ็กซ์สปริง ซึ่งเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการร่วมลงทุนและรับโอกาสการเติบโตจาก SpaceX และธุรกิจอวกาศแห่งอนาคต
นายยศกร ฟอลเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.เอ็กซ์สปริง (XSpring AM) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า กองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ (X-SPACE) จะเข้าไปลงทุนผ่านกองทุนหลักที่มีการถือครองหุ้น SpaceX ในสัดส่วนประมาณ 7% หรือราว 1.35 ล้านหุ้น โดยมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 129 ดอลลาร์ต่อหุ้น ขณะที่ราคาซื้อขายในตลาดรองล่าสุดขยับขึ้นใกล้ 195 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งสะท้อนความต้องการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการเข้าถึงการเติบโตของ SpaceX ก่อนการ IPO ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เนื่องจากบริษัทเป็นผู้นำในธุรกิจขนส่งอวกาศและการส่งดาวเทียม โดยมีส่วนแบ่งตลาดระดับโลกประมาณ 50-60%
โดยอีกหนึ่งจุดเด่นของกองทุน X-SPACE นักลงทุนรายย่อยสิทธิประโยชน์ด้านภาษีได้ เนื่องจากเป็นกองทุนรวมที่จัดตั้งในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนรายย่อยได้รับการยกเว้นภาษีกำไรจากส่วนต่างราคาต่างจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรงที่อาจต้องนำกำไรมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งนักลงทุนสามารถลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกได้ที่ 5,000 บาท
สำหรับกองทุน X-SPACE เป็นฟีดเดอร์ ฟันด์ มีนโยบายการลงทุนที่ลงทุนใน Tema Space Innovators ETF ซึ่งเน้นหุ้นในอุตสาหกรรมอวกาศและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดย มองว่า ธุรกิจอวกาศเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ AI หรือ AI Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ตั้งแต่ Data Center พลังงานสะอาด ไปจนถึง Quantum Computing
“ปัจจุบัน Feeder Fund ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศและธีมเฉพาะทางได้สะดวกขึ้น เช่น กองทุน X-SPACE ที่ลงทุนต่อใน ETF กลุ่มอวกาศ ทำให้นักลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนจากอุตสาหกรรมอวกาศโลก พร้อมได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีตามกองทุนรวมไทย โดยกำไรไม่ถูกนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเหมือนการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ อีกทั้งยังมีผู้จัดการกองทุนช่วยบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อลดความผันผวนจากค่าเงิน”
โดยจุดแข็งสำคัญของ SpaceX อยู่ที่เทคโนโลยี Reusable Rocket หรือจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการปล่อยจรวด และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันจนได้รับสัญญาจากหน่วยงานภาครัฐและ NASA อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนจัดสรร X-SPACE เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุนเสริม เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากเมกะเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะธุรกิจอวกาศที่กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในระยะยาว
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า SpaceX เป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศของอีลอน มัสก์ เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยคาดว่าจะระดมทุนได้ 75,000-80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในดีล IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อนำเงินไปขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI และสนับสนุนโครงการส่งมนุษย์สู่ดาวอังคารในอนาคต
ทั้งนี้ SpaceX มีธุรกิจหลัก 3 ด้าน ได้แก่ Starlink ที่สร้างรายได้หลักจากบริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม ธุรกิจจรวดและขนส่งอวกาศที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีจรวดใช้ซ้ำช่วยลดต้นทุน และ xAI ที่พัฒนาเทคโนโลยี AI จากข้อมูลบนแพลตฟอร์ม X นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปรียบคู่แข่งจากการผลิตชิ้นส่วนภายในองค์กรกว่า 85% ช่วยควบคุมต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ ประเด็นธรรมาภิบาลองค์กร เนื่องจากโครงสร้างหุ้นแบบสองคลาสทำให้อีลอน มัสก์ ยังคงมีอำนาจควบคุมบริษัทอย่างเบ็ดเสร็จ และความเสี่ยงด้านผลประกอบการที่ยังได้รับแรงกดดันจากการลงทุนจำนวนมากในธุรกิจอวกาศและ AI
ด้านกลยุทธ์การลงทุน หากราคาหุ้นหลัง IPO ปรับฐานเกิน 20% จากราคาเสนอขาย อาจเป็นจังหวะทยอยสะสม แต่ทว่าหากราคาปรับขึ้นเกิน 50% ควรพิจารณาทยอยทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนนักลงทุนรายย่อยไทยที่อยากลงทุนใน SpaceX ได้ทั้งผ่านหุ้นต่างประเทศ กองทุน ETF กลุ่มอวกาศ หรือกองทุน X-SPACE ได้
นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บล. ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเสริมต่อไปว่า ปัจจัยหนุนสำคัญของ SpaceX มาจากความต้องการจองซื้อหุ้น IPO ที่คาดว่าจะสูงกว่าปริมาณหุ้นที่จัดสรร ประกอบกับสัดส่วน Free Float ที่จำกัด ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะอุปสงค์สูงกว่าอุปทาน ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นในช่วงแรกของการเข้าซื้อขาย
นอกจากนี้ ภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับฐานก่อนหน้านี้จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ อาจเปิดทางให้การเข้าตลาดของ SpaceX กลายเป็นตัวเร่งให้เกิด Technical Rebound และช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกหลังการซื้อขายเริ่มต้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองว่านักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงสามารถพิจารณาเก็งกำไรในช่วง 1 สัปดาห์แรกของการซื้อขาย เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นจากแรงซื้อจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังแรงขายทำกำไรที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่านช่วง 1 เดือนแรกไปแล้ว
ในส่วนของนักลงทุนไทยที่ไม่สามารถจองซื้อหุ้น IPO ของ SpaceX ได้โดยตรง แต่ทว่ากองทุน X-SPACE ของไทยเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เนื่องจากเข้าลงทุนใน SpaceX ผ่านกองทุนรวมซึ่งเป็นตัวกลางตั้งแต่ช่วง Pre-IPO ทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าราคาที่คาดว่าจะซื้อขายวันแรกในตลาด
"หาก SpaceX เข้าตลาดและได้รับการตอบรับตามคาด ผู้ถือหน่วยลงทุนอาจได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคา โดยแนะนำถือครองประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อรับอานิสงส์จากโมเมนตัมเชิงบวก ก่อนพิจารณาทยอยทำกำไรหรือปรับพอร์ตไปยังธีมการลงทุนอื่นในอนาคต"
นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่น่าจับตา คือโอกาสที่ SpaceX จะถูกนำเข้าคำนวณในดัชนีสำคัญของสหรัฐฯ หลังเริ่มซื้อขาย ซึ่งอาจดึงดูดแรงซื้อจากกองทุน Passive Fund และช่วยเพิ่มสภาพคล่องของหุ้น


