วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” เช้านี้ (11 มิ.ย. 2569) ปิดบวก 13.83 จุด บิ๊กแคปฟื้นสวนตลาดภูมิภาค คาดเฟดชะลอลดดอกเบี้ย

"หุ้นไทย" เช้านี้ (11 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,577.42 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.83 จุด หรือ 0.88% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากดัชนีได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นบิ๊กแคปกลุ่มพลังงาน, อิเล็กทรอนิกส์, ICT และธนาคาร ยังต้องติดตามคือทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดที่จะชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป

"ตลาดหุ้นไทย" เช้าวันนี้ (11 มิ.ย. 2569) ปิดตลาดที่ 1,577.42 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.83 จุด หรือ 0.88% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,581.92 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,559.45 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 27,837.87 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 357.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.00 บาท หรือ 1.42% มูลค่าซื้อขาย 2,907.27 ล้านบาท
     
  2. GULF ราคาปิด 64.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 1.98% มูลค่าซื้อขาย 1,992.36 ล้านบาท
     
  3. SCB ราคาปิด 137.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 1,346.11 ล้านบาท
     
  4. ADVANC ราคาปิด 360.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.69% มูลค่าซื้อขาย 1,258.37 ล้านบาท
     
  5. TRUE ราคาปิด 14.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 1.45% มูลค่าซื้อขาย 1,197.85 ล้านบาท

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดหุ้นสหรัฐที่ปรับลงเมื่อคืน แข็งแกร่งกว่าหลายตลาดในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในกรอบจำกัดหรือมีแรงขายจากความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ

โดย SET Index ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นขนาดใหญ่หลายกลุ่ม โดยเฉพาะพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์, ICT, ธนาคาร, และพลังงาน-ปิโตรเคมี นำโดย GULF, DELTA, ADVANC, PTTEP, IVL, SCC และ PTTGC ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวยังอ่อนตัว เช่น AOT, CENTEL และ MINT สะท้อนภาพการหมุนเวียนเงินลงทุน กลับมาเล่นหุ้นรีบาวด์

นอกจากนี้ การที่ตลาดหุ้นไทยยังปรับขึ้นได้ดีกว่าภูมิภาคส่วนหนึ่งมาจากหุ้นจำนวนมาก ยังมีมูลค่าหุ้นไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้านโดยเฉพาะเกาหลี ไต้หวัน ที่ก่อนหน้าขึ้นมาจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นการลงทุนในประเทศและเม็ดเงินใหม่จากกองทุนภายในประเทศที่ทยอยเข้ามาสนับสนุนตลาด

เงินเฟ้อ CPI เดือน พ.ค. เร่งขึ้นที่ 4.2% จากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา จากเดิม 3.8% ในเดือนก่อน แม้ Core CPI รายเดือนเพิ่มเพียง 0.2% ต่ำกว่าคาด แต่ตลาดกลับให้น้ำหนักกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจ “ชะลอการลดดอกเบี้ย” ออกไป หรือในกรณีเลวร้ายอาจกลับมาพิจารณาปรับ “ขึ้นดอกเบี้ย” อีกครั้งในช่วงปลายปี หากแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัว

สำหรับภาคบ่าย คาด SET ยังแกว่งตัวในลักษณะพักเพื่อขึ้นต่อ โดยมีกรอบ 1,560–1,580 จุด กลยุทธ์ยังเน้นสะสมเมื่อราคาย่อลง ไม่ไล่หุ้นที่ขึ้นแรงจนราคาสูงเกินไป และไม่เลือกหุ้นที่อ่อนแรงจนขาดโมเมนตัม

โดยให้น้ำหนักหุ้นที่ราคาอยู่โซนกลาง แต่พื้นฐานกำไรยังดีหรือมีแนวโน้มถูกปรับเพิ่มประมาณการ รวมถึงหุ้นปันผลสูงและหุ้นที่มีประเด็นเก็งกำไรเฉพาะตัว ขณะที่หุ้นเชื่อมโยงการบริโภคในประเทศยังน่าสนใจในรอบถัดไป เนื่องจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นน้อยกว่าตลาดและมีโอกาสเกิดการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของ SET ยังต้องอาศัยแรงหนุนจาก “ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน” และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่กันไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมการลงทุนทั่วภูมิภาคยังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐ

ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของเฟดโดยเฉพาะมุมมองต่อข้อมูลเศรษฐกิจที่จะส่งผลต่อมุมมองดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปี หลังตลาดเริ่มกังวลมากขึ้นต่อความเป็นไปได้ที่เฟดอาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นหากเงินเฟ้อยังไม่ชะลอลงตามเป้าหมาย

รวมถึงการประชุมและท่าทีของ “ธนาคารกลางยุโรป (ECB)” ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ในประเทศ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้ามาตรการสนับสนุนการลงทุนผ่านบัญชี “TISA” ซึ่งอาจช่วยหนุนกระแสเงินลงทุนรวมถึงความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป