สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแนวรุกใหม่ในการกำกับดูแลตลาดทุน โดยเน้นไปที่การยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (KYC/CDD) ของบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) หลังพบวิวัฒนาการกลุ่มมิจฉาชีพที่เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากธนาคารและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ “ธุรกิจหลักทรัพย์” โดยเฉพาะการใช้ช่องว่างความรวดเร็วของระบบเทรดออนไลน์มาใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและเปิดบัญชีม้า โดยเกิดจากการบกพร่องในหน้าที่การทำ KYC/ CDD ของธุรกิจโบรกเกอร์ ตามที่เป็นข่าวไปนั้น
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาและโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า เตรียมออกแนวทางปฏิบัติกระบวนการทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และตรวจสอบข้อเท็จจริง (CDD) ให้เข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ได้หารือกับผู้ประกอบธุรกิจโบรกเกอร์เพื่อปรับกลไกการตรวจสอบให้มีความรัดกุมมากขึ้น โดยแนวทางปฏิบัติใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 ส.ค. 2569
โดยโบรกเกอร์จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการตรวจสอบผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และแหล่งที่มาเงินทุนอย่างละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นนิติบุคคลต้องตรวจสอบว่าเจ้าของที่แท้จริงคือใคร มีทุนจดทะเบียนเท่าไหร่ และการขอวงเงินซื้อขายหุ้นมีความเหมาะสมหรือไม่ ตรวจสอบแหล่งเงินทุนที่นำมาลงทุนว่ามาจากไหน และลูกค้าขอวงเงินซื้อขายสูงเกินกว่าฐานะทางการเงิน หรือมีพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การโอนเงินเข้าแต่ไม่มีการซื้อขายแล้วถอนออกทันที
ส่วน สาเหตุสำคัญที่มีการออกแนวทางปฏิบัติในเรื่อง KYC/CDD ในครั้งนี้ เนื่องจาก 1-2 ปีที่ผ่านมา ได้สังเกตเห็นวิวัฒนาการของผู้กระทำผิดในด้านการฟอกเงินหรือการเปิดบัญชีม้า จากสมัยก่อนที่เริ่มจากธนาคาร โดยหลอกให้โอนเงินเข้าธนาคารแล้วถอนเงินออกไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาธนาคารได้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มพบพฤติกรรมดังกล่าวในตลาดคริปโท และต่อมาเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาทำรายการในฝั่งตลาดหุ้นมากขึ้น
นอกจากนี้ วิธีการทำธุรกิจของโบรกเกอร์ที่สามารถเปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็วอาจเป็นช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ขั้นตอนการทำความรู้จักลูกค้า หรือการตรวจสอบอาจไม่รอบคอบรัดกุมเพียงพอ
สำหรับ กลไกการตรวจสอบเรื่อง KYC/CDD ผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ที่ ก.ล.ต. ใช้ดำเนินการมีหลายส่วน เช่น กำหนดหลักเกณฑ์และลงพื้นที่ตรวจบริษัทหลักทรัพย์ว่าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบก็จะถูกลงโทษ โดยมีโทษปรับสูงสุดเบื้องต้น 300,000 บาทต่อกรณี และปรับวันละ 10,000 บาทจนกว่าจะมีการแก้ไขที่ถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ผลสำเร็จการสกัด “บัญชีม้า” และภัยหลอกลงทุน ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปราบปรามบัญชีม้าในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีการระงับบัญชีไปแล้วกว่า 58,006 บัญชี ณ เดือนเม.ย.2569 เพิ่มขึ้นจากณ เดือน ธ.ค. 2568 ที่ 47,692 บัญชี รวมถึงการใช้มาตรการหน่วงเวลาการถอนสินทรัพย์เพื่อสกัดการโอนเงินออกอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ในส่วนของภัยหลอกลงทุน ก.ล.ต. ได้ประสานงานปิดกั้นแพลตฟอร์มหลอกลวงผ่าน TikTok และ Facebook ไปแล้วรวม 368 กรณี ในช่วง 5 เดือนแรกของปี ซึ่งปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวสูงขึ้นมาก โดยมีผู้เข้ามาปรึกษาและแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมแล้วกว่า 10,000 เคส ช่วยให้สกัดกั้นความเสียหายได้ทันท่วงที
พร้อมกางสถิติบังคับใช้กฎหมายค่าปรับเฉียด 1,200 ล้าน ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ก.ล.ต. ดำเนินการอย่างเด็ดขาดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 จนถึงเดือนพ.ค.2569 โดยคดีอาญา ดำเนินการไปแล้ว 5 กรณีหลัก รวมผู้กระทำผิด 37 ราย ในข้อหาทุจริต การเปิดเผยข้อมูลเท็จ และการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต
มาตรการลงโทษทางแพ่ง มีผู้ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการรวม 7 คดี โดยมีมูลค่าค่าปรับทางแพ่ง 662 ล้านบาท และการเรียกคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิดอีก 519 ล้านบาท ความคืบหน้าในชั้นศาล มีคดีที่พนักงานอัยการส่งฟ้องแล้ว 24 คดี และมีคำพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว 25 คดี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นคดีที่ถึงที่สุดแล้ว 6 คดี โดยศาลสั่งลงโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด
นอกจากนี้ ก.ล.ต. เตรียมออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อยก ระดับการกำกับดูแลผู้ตรวจสอบภายในสำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ฯ (IPO) กับสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉพาะข้อบังคับที่กำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในและคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อป้องกันกรณีทุจริตหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม
สำหรับคุณสมบัติของหัวหน้าผู้ตรวจสอบภายในแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.ด้านความรู้ โดยต้องมีใบรับรองต่างๆ เช่น วุฒิบัตร CIA,IAP และCPIAT เป็นต้น และ 2.ต้องมีประสบการณ์การทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยเฉพาะด้านตรวจสอบภายในอย่างน้อยกว่า 3 ปี
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลท.จะมีการเข้าไปเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและกำชับดำเนินการเกี่ยวกับเรื่อง KYC/CDD กับบริษัทสมาชิกธุรกิจโบรกเกอร์ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ในตลาดทุน โดยรวม ซึ่งในปีนี้กำลังอยู่ในสภาวะที่ดี

